• การเลี้ยงหอยหวานในประเทศไทยเริ่มมีผู้สนใจเลี้ยงกันมากขึ้น เพราะเลี้ยงง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดี ในช่วงปี 2545 - 2546 หอยหวานมีราคา 250 - 300 บาท/กิโลกรัม
  • เทคนิคการเลี้ยงปลาหลดเพื่อจำหน่าย
  • เลี้ยงปลาช่อนแบบลดต้นทุน จากเกษตรกรต้นแบบ
  • "สมบุญ คำสอน" เจ้าของฟาร์มไก่ไข่ ลงทุนเลี้ยงไก่ไข่ ทำให้มีรายเดือนกว่า 1.6 แสนบาท
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การปลูกผักสวนครัว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การปลูกผักสวนครัว แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ฟักทองรับประทานสด สายพันธุ์ใหม่ ตีตลาดเพื่อคนรักสุขภาพ


ทองพันธุ์ใหม่ KPS-Sri-10R  สามารถรับประทานสด มีสารเบต้าแคโรทีนสูงกว่าฟักทองพันธุ์อื่นๆ มีรสชาติหวาน กรอบ กลิ่นหอม เมื่อรับประทานแล้วท้องไม่อืดเพราะมีปริมาณแป้งน้อยและมีเส้นใยช่วยในการขับถ่าย ปลูกได้ดีในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ติดต่อสอบถามได้ที่ ดร.อัญมณี อาวุชานนท์ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร.0-3428-1084-5

ผลิตโดย
วนิดา รัตตมณี  กิจสุกาญจน์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก.



ประโยชน์ของฟักทอง


1.เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
ในฟักทองไม่ได้มีเพียงแค่วิตามินเอแต่เพียงเท่านั้น หากยังมีวิตามินซีอยู่มากและวิตามินซีก็จะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ร่างกาย โดยเฉพาะการป้องกันหวัด ใครไม่อยากเป็นหวัดง่ายๆ แนะนำให้หมั่นกินฟักทองเป็นประจำค่ะ

2.ช่วยบำรุงสายตา
เพราะฟักทองนั้นมีวิตามินเอสูงมาก โดยฟักทองบด 1 ถ้วยจะให้วิตามินเอสูงมากถึง 200% จากปริมาณที่แนะนำใน 1 วัน และเราก็ทราบกันดีแล้วใช่มั้ยล่ะว่าวิตามินเอจะช่วยบำรุงสายตา ทำให้การมองเห็นแม้แต่ในที่มืดชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ มันยังช่วยลดความเสื่อมสภาพของเซลล์ในลูกตาได้อีกด้วย

3.ลดน้ำหนักได้ผล
อาหารลดน้ำหนักนั้นมีมากมายและฟักทองก็คือ หนึ่งในอาหารที่สาวๆ สามารถกินยามลดน้ำหนักได้ผล เพราะฟักทองมีไฟเบอร์สูงมากถึง 3 กรัมต่อ 1 ถ้วย และยังให้แคลอรี่แค่ 49 แคลอรี่เท่านั้น กินแล้วจึงรู้สึกอิ่มท้องนานและช่วยลดอาการหิวโหยระหว่างมื้อได้ดีทีเดียว

4.ดูแลสุขภาพหัวใจ
งานวิจัยได้ชี้แจงอย่างแน่ชัดแล้วว่า สารจากธรรมชาติที่ชื่อว่า ‘ไฟโตสเตอรอล’ (Phytosterols) ที่พบจากเมล็ดธัญพืชและถั่วเปลือกแข็งจะมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) ได้ ดังนั้น มันจึงช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ ซึ่งแน่นอนว่าเมล็ดฟักทองก็คือ หนึ่งในเมล็ดธัญพืชที่คนรักสุขภาพไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง


5.ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง
ในฟักทองยังพบว่ามีสารเบต้าแคโรทีนสูงซึ่งนอกจากจะช่วยด้านการบำรุงสายตาแล้ว มันยังสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ดีอีกด้วย โดยมีผลการวิจัยบอกไว้ว่า สารดังกล่าวจะสามารถต่อต้านอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุในการเกิดโรคมะเร็ง และกรดโปรไพโอนิคจากฟักทองก็ยังช่วยให้เซลล์มะเร็งอ่อนแอลง ทั้งนี้ ในผู้ชายการกินฟักทองเป็นประจำจะช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก ต่อมลูกหมากโตและช่วยป้องกันการเป็นหมันได้

6.บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง
อนุมูลอิสระเป็นตัวการทำลายเซลล์ให้เสื่อมสภาพและกลายมาเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด เช่นเดียวกันกับเซลล์ผิว หากมันถูกทำลายไปแล้ว สภาพผิวพรรณก็ย่อมหม่นหมอง ไม่เปล่งปลั่งสดใสและยังเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย แต่หากสาวๆ หมั่นกินฟักทองซึ่งมีสารแคโรทีนอยด์ก็จะช่วยลดความเสื่อมสภาพของเซลล์ลงได้ ดังนั้น มันจึงช่วยบำรุงผิวพรรณ ทำให้ผิวเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล

7.ป้องกันเบาหวานและควบคุมความดันโลหิต
การกินฟักทองหลายคนมักนิยมกินแต่เนื้อเท่านั้นและเปลือกของมันก็มักจะถูกมองข้ามไปเสียสนิท ซึ่งคุณอาจจะไม่ทันรู้ว่าเปลือกของฟักทองนี่แหละมีฤทธิ์ทางยามากมายซ่อนอยู่ โดยเฉพาะฤทธิ์ในการช่วยกระตุ้นการหลั่งของอินซูลินภายในร่างกาย โดยจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การกินฟักทองทั้งเปลือกร่วมด้วยเป็นประจำจึงสามารถป้องกันเบาหวานและควบคุมความดันโลหิตได้ค่ะ

8.บำบัดความเครียด
เนื่องจากในเมล็ดฟักทองมีกรดอะมิโนที่ชื่อ "ทริปโตฟาน"  ซึ่งเป็นกรดที่พบในกล้วยและนมด้วยเช่นกัน โดยกรดดังกล่าวจะช่วยให้เรานอนหลับสบาย อีกทั้งทริปโตฟานยังเข้าไปสร้างสารเซโรโทนีนซึ่งเป็นสารที่ช่วยควบคุมอารมณ์ของเราให้นิ่งสงบ ดังนั้น หากคุณเครียดๆ อยู่ล่ะก็ แนะนำให้กินเมล็ดฟักทองเล่นสัก 1 กำมือ รับรองมันจะช่วยผ่อนคลายความเครียดและทำให้อารมณ์ดีขึ้นไม่มากก็น้อยแน่นอน

9.ป้องกันการเกิดนิ่ว
เมล็ดฟักทองเม็ดเล็กๆ ที่หลายคนอาจเคยมองข้าม ไม่เพียงจะมีแป้ง โปรตีน วิตามินและฟอสฟอรัสแต่เพียงเท่านั้นนะคะ แต่ยังมีสารที่ชื่อว่า "คิวเคอร์บิติน" ซึ่งสารนี้เป็นสารที่มีฤทธิ์ช่วยฆ่าพยาธิตัวตืดได้ และยังทำหน้าที่ช่วยขับปัสสาวะ จึงสามารถป้องกันการเกิดโรคนิ่วและโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้นั่นเอง


10.ฟื้นพลังหลังออกกำลังกาย
ใครที่ชอบออกกำลังกายอย่างหนัก ร่างกายก็มักอ่อนเพลียเป็นธรรมดาและแน่นอนค่ะว่าเรามักจะต้องกินอาหารเสริมพลังเข้าไป หลายคนนิยมหันมากินกล้วยเติมพลัง ทว่าหากใครที่ไม่ชอบกล้วย คุณสามารถกินฟักทองนึ่งแทนได้นะคะ เพราะฟักทองนั้นมีโพแทสเซียมสูงถึง 564 มิลลิกรัม ซึ่งมากกว่ากล้วยที่มีแค่ 422 มิลลิกรัมเท่านั้น สารโพแทสเซียมจะเข้าบำรุงและฟื้นฟูสภาพร่างกายหลังจากออกกำลังกายมาอย่างหนักได้ดี อีกทั้งยังดูแลการทำงานของกล้ามเนื้อให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดังเดิมได้ด้วย

ที่มา : healthtipsing.com
          http://www2.rdi.ku.ac.th/newweb/?p=18691
          http://www.kaewsaiidea.com

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

การเพาะปลูกถั่วแปบ



        การเพาะปลูกถั่วแปบ       
ชื่อที่เรียก               ถั่วแปบ
ชื่ออื่นๆ               ถั่วแปะยี มะแปบ
หมวดหมู่ทรัพยากร    พืช


ลักษณะทั่วไป  ถั่วแปบเป็นพืชตระกูลถั่วที่มีแหล่งกระจายพันธุ์มาจากประเทศอินเดีย แล้วจึงกระจายพันธ์ไปทางภูมิประเทศแบบเขตร้อนหรือร้อนชื้น ถั่วแปบมีโครโมโซมเป็นดิพลอยด์ (2n=22) จำนวน 11 คู่ ที่มีอายุข้ามปี โดยทั่วไปมี 2 ชนิด คือถั่วแปบเขียว (สีฝักจะมีสีเขียวเข้ม) และถั่วแปบขาว (ลักษณะฝักจะมีสีเขียวซีดขาว)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้นถั่วแปบมีลำต้นเป็นไม้เลื้อยลำต้นบิด มีขนเล็กน้อย สูงประมาณ 1.5 เมตร - 3 เมตร บางพันธ์อาจสูงได้ถึงประมาณ 9 เมตร ลักษณะของใบ เป็นใบประกอบ 3 ใบ คล้ายรูปไข่ปลายเรียวแหลม ดอกมี 2 ชนิดคือ ชนิดดอกสีขาว และชนิดดอกสีม่วง เมล็ดอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อแก่จะมีสีน้ำตาลเข้ม หรือเป็นสีดำเมื่อแก่จัด

  การใช้ประโยชน์  
-ใช้ฝักอ่อน เมล็ด ใช้ประกอบอาหาร เช่นแกงส้ม ผักลวกจิ้มกับน้ำพริก
-ใช้เป็นสมุนไพลบำรุงร่างกาย แก้อ่อนเพลีย บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้อาการแพ้
-ใช้ปลูกเป็นพืชอาหารสัตว์
-ใช้ปลูกเป็นพืชสำหรับทำปุ๋ย หรือเป็นพืชเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ

แหล่งที่พบ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเพชรบูรณ์ (เขาค้อ)
ตำบล สะเดาะพง
อำเภอ เขาค้อ
จังหวัด เพชรบูรณ์

                    คุณค่าสารอาหาร                  
ถั่วแปบเป็นพืชตระกูลถั่วที่ให้สารอาหารทางโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรท (กลูโคส กาแลคโตส และกลูตามิเนส) ไขมันชนิดฟอสฟาไทด์ แร่ธาตุ ได้แก่ แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส สังกะสี รวมไปถึงวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี กรดแพนโรทีนิค

ถั่วแปบยังพบว่ามีสาร ไฟโตฮีแมคกลูตินิน (Phytohemagglutinine)ที่ช่วยในการเร่งการผลิตเม็ดเลือดขาวของร่างกาย ลำต้นของถั่วแปบยังพบว่ามีสารแคโรทีน หรือเบต้าแคโรทีน และสาร ลูเทียน (Lutein) ในส่วนของรากถั่วแปบมีเอนไซม์ชนิดหนึ่ง และกรดอะมิโนแยกอิสระอีกหลายชนิด จึงเหมาะแก่การปลูกถั่วแปบเพื่อบำรุงรักษาดิน
           การปลูกเดี่ยว          
ถั่วแปบเป็นพืชที่ปลูกเป็นแถวเป็นแนวได้ง่าย เนื่องจากเมล็ดมีขนาดเท่ากับข้าวโพด สามารถปลูกโดยใช้เครื่องปลูกข้าวโพดได้ การปลูกเพื่อบำรุงดินให้ได้ผล ต้องมีจำนวนต้นประมาณ 25,000 ต้นต่อไร่ จะต้องระยะปลูกระหว่างแถว 50 เซนติเมตร ระหว่างต้น 12.5 เซนติเมตร (ปริมาณเมล็ดที่ใช้ 10 กิโลกรัมต่อไร่)


เนื่องจากถั่วแปบเป็นพืชที่ไวต่อช่วงแสง เช่นเดียวกับไมยราบไร้หนาม คือถั่วแปบมีการเจริญเติบโตทางลำต้นตลอดช่วงฤดูฝน และจะออกดอกในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ดังนั้นถ้าจะปลูกถั่วแปบเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ควรปลูกในช่วงวันยาวคือปลายมีนาคมเป็นต้นไป แล้วไถกลบในช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงฝนทิ้งช่วง เพื่อทำการปลูกข้าวโพดต้นเดือนกรกฎาคม แต่ถ้าต้องการรวบรวมเมล็ดไว้ใช้ ควรปลูกตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม และเพื่อให้การเจริญเติบโตดีขึ้นและลดปริมาณเมล็ดหญ้าในแปลงปลูก ควรใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัส (P2O5) ประมาณ 10 กิโลกรัมต่อไร่ และฉีดยาคุมหญ้าอาลาคลอร์หรือแลสโซ


การปลูกร่วมกับพืชอื่น 
ถั่วแปบปลูกร่วมกับข้าวโพดหวานได้ดี โดยปลูกถั่วแปบแซมระหว่างต้นข้าวโพด เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวโพดแล้ว ตัดต้นข้าวโพดพร้อมถั่วแปบนำไปเลี้ยงโคได้ หรือปล่อยให้ถั่วแปบเจริญเติบโตอีก ประมาณ 1 เดือน แล้วไถกลบลงไปในดินเพื่อบำรุงดินต่อไป

การเพาะปลูกน้ำเต้า

 
         การเพาะปลูกน้ำเต้า       
น้ำเต้า (bottle gourd) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lagenaria siceraria Standl. ชื่อเรียกในท้องถิ่น : คิลูส่า, มะน้ำเต้าเป็นไม้เถา ขนาดใหญ่ ซึ่งอาจมีความยาวกว่า 10 เมตร ลำต้นเป็นเหลี่ยม มีมือเกาะที่แยกออกเป็น 2 ทาง ใบมีขนาดใหญ่คล้ายรูปหัวใจ ผิวใบ ขนนุ่มทั้ง 2 ด้าน มีรอยหยักบริเวณใบ 5-9 หยัก ก้านใบยาวประมาณ 20 ซม. รากจะเป็นระบบรากตื้น ในส่วนของผลมีตั้งแต่ ขนาด เล็กจนถึงขนาดใหญ่

ผลมีเนื้อในสีขาวหรือสีเขียวค่อนข้างจะนุ่ม เปลือกมีสีเขียวเป็นลาย จริง ๆ แล้วน้ำเต้ามีอยู่หลายสายพันธุ์ อาทิ น้ำเต้าพื้นบ้าน น้ำเต้าทรงเซียน ซึ่งเป็นทรงที่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ ถ้าเราดูหนังจีนจะเห็นว่ามีน้ำเต้าทรงเซียนที่นักแสดงนำมาประกอบฉาก แต่น้ำเต้าพื้นบ้านเราก็สามารถนำมาตากแห้งเคลือบแล็กเกอร์ทำเป็นเครื่องประดับ ก็ได้แต่ไม่ค่อยนิยม กันเท่าไรนัก เนื่องจากผิดกัน ตามรูปทรง ส่วนใหญ่จะนิยมรับประทานมากกว่า

แหล่งที่พบ น้ำเต้า (bottle gourd) จะเห็นว่าน้ำเต้าสามารถปลูกที่ใดก็ได้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินและถ้านำไปปลูกก็จะขึ้นอยู่กับ ผู้ที่ปลูกว่ามีการดูแลรักษามาก น้อยเท่าใด นิยมใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์

การปลูกน้ำเต้า (bottle gourd) จะต้องเตรียมดินให้มีการไถพรวน และยกร่องแปลงปลูกกว้างประมาณ 4 เมตร จะนิยมขุดหลุมปลูกให้กว้าง 15-20 เซนติเมตร ลึก 2-3 เซนติเมตร ขุดกลุมห่างกัน 2 เมตร แล้วนำปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักมารองก้นหลุม หลังจากนั้นก็หยอดเมล็ดลงในหลุมปลูกที่เตรียมไว้ ในพื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะใช้เมล็ดน้ำเต้าจำนวน 1.5 กิโลกรัม หยอดหลุมละ 2-3 เมล็ด กลบด้วยดินร่วนให้มีความหนาประมาณ 1-2 เซนติเมตร นำฟางข้าวแห้งหรือหญ้าคาคลุมบนหลุมเพื่อรักษาความชื้นในดินให้มากที่สุด หลังจากนั้นรดน้ำให้ชุ่มไปเรื่อย ๆ ประมาณ 7- 10 วัน จนกว่าน้ำเต้าจะงอก หมั่นดูแลหากต้นน้ำเต้าขึ้นมาทั้งหมดให้ถอนทิ้งให้เหลือเพียง 2 ต้นก็พอ เพื่อให้เจริญเติบโตเต็มที่

การดูแลรักษา น้ำเต้า (bottle gourd) หลังการปลูก น้ำเต้าเป็นพืชที่มีระบบรากตื้น ต้องการความชื้นปานกลาง หลังจากต้นโตให้รดน้ำประมาณ 3-5 วัน/ครั้ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพของ ดินปลูก ว่ามีความแห้งแล้งเพียงใด ถ้าอากาศร้อนมาก ๆ ดินปลูกเริ่มแห้งก้ต้องรดน้ำให้ถี่ขึ้น แต่ต้องคอยดูไม่ให้ดินแฉะมากเกินไป อาจทำให้เกิดโรครากเน่า หลังปลูกไปได้ประมาณ 25-30 วัน หรือเริ่มมีใบจริง 4-5 ใบ จึงเริ่มใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 ในอัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่บริเวณโคนต้น ไม่ควรพรวนดินให้ลึกเกินไป เพราะอาจเกิดความเสียหายต่อระบบรากไปจนถึงต้นเลยทีเดียว

การกำจัดวัชพืช ควรจะมีการกำจัดวัชพืชให้น้ำเต้า อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องในช่วงที่น้ำเต้ายังเล็กอยู่ เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะคลุมพื้นที่ปลูกทั้งหมด จะช่วยลดการกำจัดวัชพืชลงได้บ้างบางส่วน
โรคและแมลง น้ำเต้า มีโรคและแมลงรบกวนค่อนข้างน้อย เนื่องจากใบของน้ำเต้ามีกลิ่นเหม็น แมลงไม่ชอบ มีข้อควรระวังอย่างเดียวคือ เรื่องของการให้น้ำอย่าแฉะเกินไปจนทำให้เกิดโรคราก-โคนเน่า

การเก็บเกี่ยวผลผลิต น้ำเต้า (bottle gourd) หลังจากปลูกไปแล้วประมาณ 55-60 วัน ก็เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิต ให้เราเลือกผลที่เหมาะที่จะนำมารับประทานมากที่สุดให้สังเกตในช่วง หลังดอกบาน 6-7 วัน ให้เริ่มทยอยเก็บ จะเก็บในลักษณะวันเว้นวัน ทำเช่นนี้ไปจนหมดผลผลิต
การใช้ประโยชน์ของน้ำเต้า (bottle gourd) ผลน้ำเต้าสามารถนำมารับประทานกับน้ำพริก ผัดกับหมูและไข่ แกงส้ม สรรพคุณทางยา ใบ แก้ตัวร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้เริม เป็นต้น


   การปลูกน้ำเต้า   
จะต้องเตรียมดินให้มีการไถพรวน และยกร่องแปลงปลูกกว้างประมาณ 4 เมตร จะนิยมขุดหลุมปลูกให้กว้าง 15-20 เซนติเมตร ลึก 2-3 เซนติเมตร ขุดกลุมห่างกัน 2 เมตร แล้วนำปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักมารองก้นหลุม หลังจากนั้นก็หยอดเมล็ดลงในหลุมปลูกที่เตรียมไว้ ในพื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะใช้เมล็ดน้ำเต้าจำนวน 1.5 กิโลกรัม หยอดหลุมละ 2-3 เมล็ด กลบด้วยดินร่วนให้มีความหนาประมาณ 1-2 เซนติเมตร นำฟางข้าวแห้งหรือหญ้าคาคลุมบนหลุมเพื่อรักษาความชื้นในดินให้มากที่สุดหลังจากนั้นรดน้ำให้ชุ่มไปเรื่อย ๆ ประมาณ 7- 10 วัน จนกว่าน้ำเต้าจะงอก หมั่นดูแลหากต้นน้ำเต้าขึ้นมาทั้งหมดให้ถอนทิ้งให้เหลือ เพียง 2 ต้นก็พอ เพื่อให้เจริญเติบโตเต็มที่

    การดูแลรักษาน้ำเต้าหลังการปลูก   
น้ำเต้าเป็นพืชที่มีระบบรากตื้น ต้องการความชื้นปานกลาง หลังจากต้นโตให้รดน้ำประมาณ 3-5 วัน/ครั้ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพของ ดินปลูก ว่ามีความแห้งแล้งเพียงใด ถ้าอากาศร้อนมาก ๆ ดินปลูกเริ่มแห้งก้ต้องรดน้ำให้ถี่ขึ้น แต่ต้องคอยดูไม่ให้ดินแฉะมากเกินไป อาจทำให้เกิดโรครากเน่า หลังปลูกไปได้ประมาณ 25-30 วัน หรือเริ่มมีใบจริง 4-5 ใบ จึงเริ่มใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 ในอัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่บริเวณโคนต้น ไม่ควรพรวนดินให้ลึกเกินไป เพราะอาจเกิดความเสียหายต่อระบบราก
ไปจนถึงต้นเลยทีเดียว

คุณสมบัติในการใช้รักษาโรคของน้ำเต้า (bottle gourd)
1. โรคเบาหวาน
2. ท่อปัสสาวะอักเสบ
3. โรคปอดอักเสบ จะใช้ส่วนที่เป็นเปลือกสดรับประทาน
4. แก้ปวดฝีในเด็ก โดยใช้น้ำเต้าหั่นเป็นชิ้น ๆ ผสมขิงต้มเป็นน้ำซุปรับประทาน
5. โรคลูกอัณฑะบวมให้ใช้ลูกน้ำเต้ามาต้มรับประทาน

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

คื่นฉ่าย



คื่นฉ่าย (CHINESE CELERY)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Apium graveolens Linn.
ตระกูล Umbelliferae
แหล่งกำเนิด แถบทวีปยุโรป เอเชีย และแอฟริกาเหนือ
อายุการเก็บเกี่ยว 110 วัน

ลักษณะทั่วไป เป็นพืชล้มลุกที่มีใบ ก้านใบ ลำต้น รากและเมล็ดมีกลิ่นหอม มีก้านใบขนาดเล็ก หนึ่งใบประกอบด้วย ใบย่อย 3-7 ใบ มีลำต้นสั้น

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมดิน สามารถปลูกได้ดีในดินร่วนปนทราย ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง
อุณหภูมิ ต้องการสภาพอากาศที่เย็น ในการเพาะปลูก
ความชื้น ต้องการความชื้นที่พอเหมาะ อย่าให้น้ำมากเกินไปจะทำให้เน่าง่าย
ปุ๋ย การให้ปุ๋ยเหมือนกับผักกินใบทั่วไป


    วิธีการปลูกและดูแลรักษา    


1. เตรียมดิน ไถดินตากไว้ 1 สัปดาห์ ใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก และปุ๋ย 15-15-15 ไถพรวนดินให้ละเอียด ขึ้นแปลง กว้าง 1 เมตร ปรับหน้าแปลงให้เรียบ
2. การเตรียมเมล็ด แช่น้ำแล้วนำมาห่อผ้า ใส่ตู้เย็น 24 ชม.
3. การปลูก สามารถปลูกได้โดยหยอดเมล็ดเป็นแถว โดยการทำร่องตามขวางหรือตามยาวของแปลง ลึกประมาณ 1 ซม. นำเมล็ดที่เตรียมไว้มาโรยในร่องระยะระหว่างต้น 10 –20 ซม. ระหว่างแถว 20-30 ซม.  แล้วกลบด้วยดินละเอียด ใช้เศษฟางข้าวคลุม รักษาความชื้นในดิน
4. การเก็บเกี่ยว สามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อมีอายุ 110 วัน หลังเพาะเมล็ด (แล้วแต่พันธุ์หรือฤดูกาล) โดยถอนต้นพร้อมรากหรือตัดโคนต้น ถ้าดินในแปลงแห้ง ควรมีการรดน้ำในดินให้ชุ่มก่อน

ตารางการใช้อาหารเสริมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง
ช่วงเวลาปลูก การใช้สารเคมี การใช้อาหารเสริม
อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร / อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร
เริ่มปลูก ใช้โนมิลดิว อัตรา 2 ช้อน /น้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ต้นเน่า
เริ่มแตกใบ โคไซด์ 2 ช้อน(20 กรัม) ออร์กามิน 30 ซีซี.
เทนเอ็ม 3 ช้อน(30 กรัม) อโทนิค 5 ซีซี.
บาวีซาน 2 ช้อน(20 กรัม) นูริช 30 ซีซี.
โนมิลดิว 2 ช้อน(20 กรัม) มามีโกร 12-9-6 30 ซีซี.
ชอสแมค 10 ซี.ซี.
ดี.ซี. ตรอนพลัส 20 ซี.ซี.
เริ่มเป็นใบจริง เทนเอ็ม 3 ช้อน(30 กรัม) นูริช 40 ซีซี.
บาวีซาน 2 ช้อน(20 กรัม) อโทนิค 5 ซีซี.
ชอสแมค 30 ซี.ซี. มามีโกร 21-21-21 3 ช้อน


การป้องกันกำจัดโรคและแมลง 
1. ใบจุด - ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น  แผลจะ  (Leaf spot)ขยายติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยใช้ เทนเอ็ม + บาวีซาน อย่างละ 2 ช้อน / น้ำ 1 ปี๊บ

2. ราน้ำค้าง - บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โน
(Downy mildew) มิลดิว + เทนเอ็ม อย่างละ 2 ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา1-2 ช้อน

3. โรคเน่าเละ - เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้น(Soft rot) เป็นเมือกไหลเยิ้ม มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วย  นูริช 40 ซีซี. + โคไซด์ 3 ช้อน หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้

4. โรคโคนเน่า หรือ - จะพบมากในช่วงเริ่มแตกกอเป็นต้นไป ใบที่อยู่ล่างๆ จะเหลืองและเหี่ยว ที่โคนโรคราเมล็ดผักกาด ต้นจะเป็นรอยสีน้ำตาล มีเส้นใยสีขาวอยู่รอบ ๆและจะพบเมล็ดสีน้ำตาลคล้าย (Sclerotinia rot) เมล็ดผักกาดติดอยู่บริเวณโคนต้น หากพบใช้โนมิลดิว 3 ช้อน/ปี๊บ ฉีด หรือใช้ สารสกัดจุลินทรีย์พวกบาซิลัส ซับทิลิส และพวกไตรโคเดอม่า ฉีดพ่นและรดโคนต้น

ข้อแนะนำ : นะนำให้ใช้ผ้าใยสังเคราะห์สปันบอนของเจียไต๋ คลุมแปลงผักป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้ดี

เคล็ดลับในการปลูกคื่นฉ่าย
ควรมีการรดน้ำให้สม่ำเสมอ และเพียงพอ แต่อย่าให้แฉะเกินไป เพราะจะทำให้เน่าเสียหายได้

โรคและแมลงศัตรูของคื่นฉ่าย
คื่นฉ่ายเป็นพืชที่ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน โรคที่สำคัญ คือ โรคโคนเน่า โรคใบไหม้ และโรคใบจุด ป้องกันโดยพ่นยากันเชื้อรา

เช็คราคาล่าสุดที่ตลาดไท  5/24/2013   กิโลกรัม 80-140 บาท

บวบหอม




ชื่อวงศ์ Cucurbitaceae
ชื่อสามัญ Smooth Loofah
ชื่อวิทยาศาสตร์ Luffa cylindrica (L.) M.Roem.

ลักษณะโดยทั่วไป
เป็นพืชเถาอายุสั้น มีมือจับเกาะช่วยพยุงลำต้น จึงนิยมทำค้างหรือร้านให้เลื้อยเช่าเช่นเดียวกับต้นมะระ บวบเป็นพืชที่ปลุกง่าย เจริญเติบโตเร็วสามารถเจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด ในดินควรมีความชื้นสม่ำเสมอ

พันธุ์ที่ใช้ปลูก
บวบที่ปลูกในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์พื้นเมือง เพาะปลูกกันมานานแล้วและมีการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เป็นช่อต่อๆกันไป บวบหอมเป็นพืชอีกชนิหนึ่งที่เราใช้บริโภคส่วนของผล นิยมรับประทานมากเช่นเดียวกับบวบเหลี่ยม นอกจากจะใช้ส่วนของผลสดแล้ว ผลบวบแห้งก็สามารถนำมาแกะเปลือกเอาเส้นใย นำมาใช้ล้างมือ ถูตัวเวลาอาบน้ำได้ เป็นพืชพื้นเมืองของเอเชียแถบร้อนเช่นในอินเดียและไทย บวบเขามีชื่อเสียงในเรื่องการเรียกน้ำนมแม่ลูกอ่อน ตำราอาหารสำหรับแม่ลูกอ่อนคลอดใหม่จะต้องมีแกงเลียงที่ต้องใส่บวบเป็นอาหาร แทบทุกวัน โบราณเชื่อว่าแกงเลียงบวบจะช่วยเรียกน้ำนมแม่ แม่ลูกอ่อนยุคเก่ามักจะต้องได้กินแกงเลียง แม่ลูกอ่อนยุคใหม่ถ้าที่บ้านสมัยใหม่ก็คงอด เพราะมักจะจัดตารางอาหารการดูแลสุขภาพแม่หลังคลอดเป็นสไตล์ฝรั่งมากกว่า

แต่ส่วนมากในชนบทก็ยังคงรักษาความเชื่อนี้อย่างเหนียวแน่น  เพราะผลบวบมีสรรพคุณในการขับน้ำนมจริง ผลบวบมีรสหวาน ชุ่มเย็น มีสรรพคุณแก้ร้อนใน ทางด้านการแพทย์จีนจัดบวบอยู่ในอาหารประเภทหยินหรือเย็น เหมาะสำหรับฤดูร้อนจะได้ช่วยขับความร้อนคลายความร้อนในร่างกาย ดับร้อนถอนพิษ แต่ไม่รู้ว่าจะช่วยคลายความร้อนในหมู่วัยรุ่นใจร้อนได้ไหม และยังช่วยระบายท้อง  ขับลม ขับน้ำนม แก้เลือดออกตามทางเดินอาหาร แก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ  ถ้าเราไม่ใช่แม่ลูกอ่อนต้องกินบวบเรียกน้ำนมแล้ว ก็ต้องเช็กดูตัวเองกันบ้างมีอาการร้อนใน มีลมจุกเสียด ระบบการขับถ่ายผิดปกติหรือไม่ ถ้ามีต้องหาเมนูอาหารจากบวบมากิน

ส่วนที่นำมาใช้ของบวบหอม
- เมล็ดมีสาร Cucurbitacin B และ Saponin
- ในใบอ่อนและยอดอ่อน มีฤทธิ์ขับปัสสาวะและขับน้ำมนได้

วิธีทำบวบหอมเป็นยาฆ่าเหา
๑. หาบวบมา ๑ ผล
๒. แกะเปลือกออก
๓. ใช้น้ำในลุกบวบทาให้ทั่วศีรษะ ทาเปียกได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
๔. ทิ้งไว้จนแห้งจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด

ผลที่ได้รับคือ
- เป็นยาฆ่าเหา
- รักษาหนังศีรษะและบำรุงรากผม

สรรพคุณทางยาของบวบหอม
- ขับปัสสาวะ ขับน้ำนม
- น้ำคั้นจากผลเป็นยาระบาย
- ผลแก่นำมาเผาให้เป็นเถ้า ใช้เป็นยาขับพยาธิ ขับลม
- เมล็ดแก่เต็มที่ใช้เป็นยาถ่าย
- น้ำมันที่บีบจากเมล็ดใช้ทาผิวหนัง
- น้ำจากผลแก่ และเมล็ดแก่ใช้เป็นยาฆ่าเหา
- เมล็ดแก่นำมาผสมกับเหล้าขาวแก้โรคหืด-หอบ

การเตรียมดินแปลงปลูก และการปลูก
บวบหอมเป็นพืชที่มีระบบรากลึกปานกลาง ควรขุดไถดินลึกประมาณ 25-30เซนติเมตร ตากดินไว้ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วให้มาก พรวนและย่อยดินให้ละเอียดยกร่องเป็นแปลง ระยะปลูกบวบหอมที่เหมาะสมคือ ระยะระหว่างต้น 75 เซนติเมตร และระยะระหว่างแถว 100 เซนติเมตร หลังจากเตรียมดินดีแล้วให้หยอดเมล็ดโดยตรงในแปลงหลุมละ 4-5เมล็ด ลึกลงไปในดินประมาณ 2-4 เซนติเมตร กลบด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกหรือดินละเอียดหนาประมาณ 1 เซนติเมตร รดน้ำให้ชุ่ม แล้วใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมบางๆเพื่อช่วยรักษาความชื้นของดิน หลังจากเมล็ดงอกขึ้นได้ประมาณ 15 วัน ให้ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 3 ต้น เมื่อบวบหอมเริ่มเลื้อย ให้ทำค้างหรือร้านเพื่อให้เลื้อยไปเกาะ
การดูแลรักษา
ควรให้น้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมออย่าแฉะเกินไป และอย่าให้ขาดน้ำช่วงออกดอกติดผล

การเก็บเกี่ยว
ถ้าต้องการเก็บเพื่อบริโภคหรือขายผลอ่อน ควรเก็บขณะผลยังอ่อนอยู่ แต่ถ้าต้องการเก็บเพื่อเอาเส้นใยต้องเก็บผลแก่ๆ โดยทั่วไปแล้วอายุเก็บเกี่ยวของบวบหอมประมาณ 50-60 วัน หลังจากหยอดเมล็ด

บวบงู



ชื่อทั่วไป บวบงู
ชื่อพื้นบ้านอีสาน  ศรีสะเกษ  บักงูเงี่ยว
ชื่อวิทยาศาสตร์ Trichosanthes anguina Linn.
วงศ์ Cecerbitaceae

ประเภท ไม้เถา
ลักษณะวิสัย บวบงูเป็นไม้เถาลำต้นเล็ก มีกิ่งก้านสาขามาก มีขนที่สั้นแต่นุ่มปกคลุม มือเกาะแยกเป็น 2-3 แขนง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน รูปไข่กว้างรูปไต หรือรูป 5 เหลี่ยม กว้าง 12-18 ซม.ยาว 10-15 ซม. ดอกมีสีขาว ขอบใบมีรอยเว้ามน 3-7 รอย โคนใบเว้า มีขนทั้งสองด้าน ดอกมีทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมีย อยู่คนละต้น ดอกเพศผู้ออกดอกเป็นช่อ ดอกมีขนาดเล็ก กลีบรองดอกมีฐานเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5กลีบ ปลายกลีบแผ่กว้างกว่าโคนกลีบ มีขน กลีบดอกมี 5 กลีบ สีขาวรูปขอบขนาน ดอกเพศเมีย  เป็นดอกเดี่ยวกลีบดอกและกลีบรองดอกเหมือนกันกับดอกเพศผู้ รังไข่รูปยาว ภายในมีเพียง 1ช่อง มีไข่อยู่จำนวนมาก ผล ทรงกระบอกยาว แหลมหัวแหลมท้ายยาวถึง 1เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4 ซม. สีขาวอมเขียวอ่อนๆ  มีลายสีเขียวเป็นทางยาว ผลมักบิด และคดงอ มีลักษณะคลเายงู เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีส้ม เมล็ด รูปไข่แบน กว้างประมาณ 0.8 ซม. ยาวประมาณ 1.2 ซม.

ประโยชน์ของบวบงู 
ผลอ่อน กินได้ เป็นยาบำรุงร่างกาย แก้กระหายน้ำ ระบาย ขับพยาธิ ทำให้อาเจียน ลแะแก้ท่อน้ำดีอุดตัน เมล็ด เนื้อเมล็ดกินเป็นยยาเย็น ลดไข้และแก้ร้อนใน

คุณค่าทางอาหารและสรรพคุณทางยา
คุณค่าทางอาหารในส่วนที่รับประทานได้ของบวบงู 100 กรัม ประกอบด้วย พลังงาน 16 กิโลแคลอรี น้ำ 96 กรัม โปรตีน 0.9 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 2.8 กรัม แคลเซียม 4 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 2 มิลลิกรัม เหล็ก 0.7 มิลลิกรัม และวิตามินซี 24 มิลลิกรัม ผลบวบงูใช้บำรุงร่างกาย แก้กระหายน้ำ ขับพยาธิ แก้อาการท่อน้ำดีอุดตัน


วิธีการปลูกบวบงู
การเตรียมต้นกล้า
1. นำปุ๋ยดินหมักชีวภาพ ดิน และแกลบดำ อย่างละเท่า ๆกัน
    ผสมกันแล้วกรอกลงถุงเพาะ
2.หยอดเมล็ดบวบลงถุงเพาะ รดน้ำ จนบวบโตมีใบแท้ 2 ใบ
   จึงนำต้นกล้าไปปลูกได้

 การเตรียมค้าง,ร้านและเตรียมหลุม
1. ค้างที่จะทำคือ การสานไม้ไผ่ขัดแตะ ยกร้านสูงจากพื้น
    ประมาณ 1.80 เมตร
2. ปักหลักตรงหลุมปลูก เพื่อเป็นค้างผูกเถาบวบขึ้นสู่ร้าน
    ผูกปลายค้างติดร้านให้แน่น ไม่โยก
3. หลุมปลูกควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักชีวภาพ อย่างน้อย
    1 บุ้งกี๋ต่อหลุม คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง ปลูกหลุมละ 1 ต้น
4. หลุมควรห่างกันประมาณ 1.50 x 1.50  เมตร


           การดูแลบวบงู                

1. ขณะต้นกล้าที่ย้ายมา ยังเล็กอยู่ จะมีเต่าทองมา
   คอยทำลาย เจาะใบ ควรป้องกันโดยการล้อม
   กรอบต้นกล้าด้วยหนังสือพิมพ์ ปักหลัก 4 หลัก
2. ควรใช้ต้นกล้วยมาผูกเถาของบวบ
    ติดค้างจนถึงร้านบวบ
3. คอยปลิดแขนงออก ให้มียอดเถาเดียว ขึ้นร้าน
    แต่เมื่อขึ้นบนร้านให้มีหลายแนงยิ่งดี จะมีผลดก
4. ควรเติมปุ๋ยหมักชีวภาพทุก ๆ 15 วัน รดน้ำให้ชุ่ม
5. ฉีดพ่นน้ำหมักสะเดา ทุกสัปดาห์
6. ควรตัดผลบวบขณะอายุพอดี
7. ขณะผลบวบหอมยังเล็ก มักถูกแมลงวันทองทำลาย ป้องกันโดยใช้หนังสือพิมพ์ห่อหุ้ม



ประชาชนที่ไปเที่ยวงาน “เกษตรปราจีนบุรี” ระหว่างวันที่ 7-16 มิ.ย. 56 บริเวณลานหน้า    ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี (หลังเก่า) แห่ไปดูที่แผงผลไม้ของสวนปัญจะ เพราะรู้สึกทึ่ง! ไม่เคยเห็นบวบชนิดหนึ่ง มีลักษณะเรียวยาวเหมือนงู ยาวกว่า 2 เมตร น้ำหนักเกือบครึ่งกิโลกรัม

สอบถามถึงที่มาที่ไป จึงทราบว่าบวบชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า “บวบงู” ปลูกอยู่ในสวนปัญจะ หมู่ที่ 13 ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เจ้าของสวนมีดีกรีเป็นอดีตรอง ผวจ.ปราจีนบุรี คือ นายเดชฤทธิ์ ปัญจะมูล หลังจากเกษียณในตำแหน่งรองผู้ว่าฯ ก็ผันตัวเองมาเป็นชาวสวน ปลูกผลไม้ ปลูกบวบ ปลูกน้ำเต้า พอเลี้ยงชีพไปวัน ๆ (ฮา)

นายเดชฤทธิ์บอกว่าไปเอาพันธุ์บวบงูมาจากเมืองจีน มาทดลองปลูกที่ปราจีนบุรี      ใช้เวลาตั้งแต่เพาะเมล็ดจนถึงออกดอก-ผล ประมาณ 45 วัน ต้องทำค้างสูง ๆ ให้ต้นบวบเลื้อยไปตามค้าง ส่วนผลบวบงูมีความยาวกว่า 2 เมตร ห้อยลงมาเกือบติดดิน สำหรับบวบงูจะต่างจากบวบทั่วไป คือ กิน  ได้เลยโดยไม่ต้องขูดผิว หรือปอกเปลือก ถ้ากินสด ๆ จะกรอบเหมือนแตงกวา หรือจะนำไปผัด แกงเลียง แกงอ่อมก็ได้

เมื่อถามถึงราคาขายบวบงู อดีต รอง ผวจ.ปราจีนบุรี บอกว่าปลูกบวบชนิดนี้มาแล้ว 4 รุ่น ไม่รู้จะขายเป็นฝัก หรือเป็นกิโลกรัม สุดท้ายจึง “แจก” พรรคพวกเพื่อนฝูงเป็นหลัก.

ที่มา : เดลินิว

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

ผักปลัง


      ลักษณะทั่วไปของผักปลัง     
ผักปลังเป็นไม้เลื้อย มีลำต้นกลมเป็นสีเขียวหรือสีม่วงแดง อวบน้ำ ไม่มีขนและสามารถแตกกิ่งก้านสาขาได้มาก "บ้านอะลาง"

-ใบ ผักปลังมีใบลักษณะมัน รูปร่างกลมหรือเป็นรูปไข่เรียงสลับกัน แผ่นใบอวบน้ำ
       ขนาดใบกว้าง  2-6 เซนติเมตร และยาว 2.4 – 7.5 เซนติเมตร

-เถา มีลักษณะอวบน้ำและยาวได้หลายเมตรสามารถแตกกิ่งก้านสาขาได้มาก  นอกจากใบและยอด
        ของเถาที่นำมาปรุงกิน ก็ยังมีดอกผักปลังที่มีสีขาวหรือชมพูม่วง ไม่มีก้านดอก

-ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นท่อ ตรงปลายแยกเป็นแฉก

 -ผล ผักปลังมีผลสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีม่วงอมดำเมื่อแก่  เนื้อผลนิ่ม ภายในผลมีน้ำสีม่วงดำหรือสีขาว

        การปลูกและขยายพันธุ์      
ผักปลังเป็นพืชที่ปลูกง่ายเช่นเดียวกับผักพื้นบ้านทั่วไป ออกยอดเกือบตลอดปี ชาวบ้านภาคอีสานและภาคเหนือมักนำไปปลูกบริเวณรั้วบ้านเพื่อให้เถาผักปลังเลื้อยขึ้นตามรั้ว

ผักปลังขยายพันธุ์ได้ 2 วิธีคือการเพาะเมล็ดและการชำกิ่งแก่การเพาะเมล็ด  ทำได้โดยนำเมล็ดแก่ไปตากแห้งแล้วนำไปชำในถุงพลาสติกหรือกระถาง รอจนเกิดต้นอ่อนแล้วนำไปปลูกตามริวรั้วหรือสร้างค้างให้เลื้อยเนื่องจากเป็นพืชอุ้มน้ำจึงนิยมปลูกในช่วงต้นฤดูฝนหรือในเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป


 ประโยชน์ต่อสุขภาพของผักปลัง 
ประโยชน์ทางอาหาร  "บ้านอะลาง"  คุณค่าทางอาหารของผักปลังนั้นมีมากทีเดียวเพราะมีวิตามินและเกลือแร่อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะ   สารบีตาแคโรทีน มีเมื่อกินเข้าในร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินบำรุงสายตาได้ แล้วยังมีคุณสมบัติเป็นสารช่วยป้องกันมะเร็งด้วย

โดยทั่วไปเราจะนำยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกอ่อนซึ่งมีรสจืดเย็น มากินในรูปผักสดจิ้มกับน้ำพริกหรือนำมาปรุงอาหารก็ได้ เช่น แกงต่างๆ (แกงส้ม แกงแค แกงปลา) ผัดกับแหนม หรือใส่แกงอ่อมหอย อีกด้วย


คุณค่าทางโภชนาการของผักปลัง 100 กรัม มีดังนี้
พลังงาน                 21           กิโลกรัม
เส้นใยอาหาร        0.8            กรัม
แคลเซียม           4                มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส            50            มิลลิกรัม
เหล็ก                     .5            มิลลิกรัม
วิตามินเอ             9,316       หน่วยสากล(IU)
วิตามินซี              26            มิลลิกรัม
วิตามินบีหนึ่ง       0.07         มิลลิกรัม
วิตามินบีสอง        0.20        มิลลิกรัม
ไนอาซิน               1.1          มิลลิกรัม



  ประโยชน์ทางยา  
-ก้าน  แก้พิษฝี พรรดึก ท้องผูก ลดไข้
-ใบ  ขับปัสสาวะ แก้อาการอักเสบ กลาก น้ำคั้น จากใบใช้บรรเทาอาการผื่นคัน
-ดอก  แก้เกลื้อน
-ราก  แก้มือเท้าด่าง รังแค พิษพรรดี (อาการต่างๆ ที่เกิด จากท้องผูก ถ่ายเป็นก้อนแข็งคล้ายขี้แพะ)


      งานวิจัยที่เกี่ยวกับผักปลัง     
ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ พ.ศ. 2555 นี้เองโดยนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Yaounde ในประเทศแคเมอรูน พบว่าสารสกัดเมทานอลจากผักปลังสามารถเพิ่มสมรรถภาพทางเพศในเพศชายได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ศึกษากับเซลล์สืบพันธุ์ของหนูทดลองเท่านั้น ไม่ได้ทำการศึกษากับเซลล์สืบพันธุ์เพศชายในมนุษย์โดยตรง

        จากผลการวิจัยดังกล่าวได้นำไปสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสรรพคุณในการส่งเสริมการทำงานของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (testosterone – boosting supplement) สำหรับลดการเป็นหมันและในงานวิจัยเดียวกันนั้นพบว่าสารสกัดเมทานอลของผักปลังที่ความเข้มข้น 10-100 ไมโครกรัมต่อมิลลิกรัม ไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อเซลล์

        นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลการศึกษาความปลอดภัยโดยให้หนูทดลองกินสารสกัดเอทานอลของผักปลังขนาด 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว (1 mg/kg) นานติดต่อกัน 2 เดือน ไม่พบความเป็นพิษต่อตับและไตของหนู

     ปี 2555 นี้เช่นกัน ที่นักวิจัยอินเดียได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยเกี่ยวกับการทดสอบผลของสารสกัดจากใบผักปลังด้วยเอทานอลและน้ำในหนูถีบจักร (mice) โดยกรอกสารสกัดน้ำของใบผักปลังขนาด 100-200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวให้แก่หนูเป็นเวลา 14 วัน ไม่พบความผิดปกติของค่าทางโลหิตวิทยา และสำหรับหนูขาว (Wistar rats) ที่กินสารสกัดใบผักปลังด้วยเอทานอล น้ำ และเฮกเซน ติดต่อกันนาน 7 วัน พบว่าหนูขาวที่ได้รับสารสกัดด้วยเอทานอลและเฮกเซนจากใบผักปลัง มีปริมาณน้ำย่อยอะไมเลส (amylase) เพิ่มขึ้น ซึ่งน้ำย่อยนี้ทำหน้าที่ย่อยแป้งในปากให้เป็นน้ำตาลมอลโทส (maltose) ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการลดภาวะเสี่ยงเป็นเบาหวานได้

     สำหรับประเทศไทย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ได้ดำเนินโครงการวิจัยระหว่างปี 2552-2555 เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารแคลอรีต่ำจากเส้นใยอาหารในผักพื้นบ้าน โดยเลือกผักปลังเป็นวัตถุดิบในการวิจัย พบว่านอกจากจะเป็นผักพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางโภชนาการแล้ว ยังมีปริมาณเส้นใยอาหารสูงกว่าผักพื้นบ้านชนิดอื่น รวมทั้งสารสกัดจากผักปลังยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่น่าสนใจด้วย ดังนั้น วว.จึงจะต่อยอดผลงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์ในอนาคตอันใกล้นี้ 

ที่มา : หนังสือนิตยสารหมอชาวบ้าน “ บทความพิเศษ ” ประจำเดือนมกราคม 2556