• การเลี้ยงหอยหวานในประเทศไทยเริ่มมีผู้สนใจเลี้ยงกันมากขึ้น เพราะเลี้ยงง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดี ในช่วงปี 2545 - 2546 หอยหวานมีราคา 250 - 300 บาท/กิโลกรัม
  • เทคนิคการเลี้ยงปลาหลดเพื่อจำหน่าย
  • เลี้ยงปลาช่อนแบบลดต้นทุน จากเกษตรกรต้นแบบ
  • "สมบุญ คำสอน" เจ้าของฟาร์มไก่ไข่ ลงทุนเลี้ยงไก่ไข่ ทำให้มีรายเดือนกว่า 1.6 แสนบาท

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

วิธีเลี้ยงหอยหวาน


การเลี้ยงหอยหวานในประเทศไทยเริ่มมีผู้สนใจเลี้ยงกันมากขึ้น เพราะเลี้ยงง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดี ในช่วงปี 2545 - 2546 หอยหวานมีราคา 250 - 300 บาท/กิโลกรัม ในช่วง 2547 - 2548 หอยหวานมีราคาสูงมาก มีราคา 300 - 360 บาท/กิโลกรัม และในช่วงปี 2549 ถึงปัจจุบัน

หอยหวานมีราคาลดลงมาอยู่ที่ราคา 200 - 250 บาท/กิโลกรัม เพราะตลาดใหญ่อย่างประเทศจีน เริ่มมีการผลิตหอยหวานขึ้นมาบริโภคเอง ประกอบกับทางประเทศเวียดนามก็มีการเลี้ยงหอยหวานเช่นกัน สำหรับตลาดในแถบยุโรปยังไม่มีการทำตลาดกัน ส่วนตลาดภายในประเทศตามห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารทะเล ยังไม่มีหอยหวานไว้จำหน่ายต่อผู้บริโภคโดยเฉพาะ ภายในประเทศมักจะนิยมบริโภคหอยหวานที่มีขนาดใหญ่ 80 - 120 ตัว/กิโลกรัม


ลักษณะทั่วไปของหอยหวาน
     หอยหวานอาศัยอยู่บริเวณพื้นทะเลที่เป็นทรายปนโคลนที่ระดับความลึก 5 - 20 เมตร หอยหวานแพร่กระจายอยู่ทั่วไปในเขตทะเลจีนตอนใต้ตั้งแต่ไต้หวันมาจนถึงอ่าวไทยและทะเลอันดามัน หอยหวานที่แพร่กระจายอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลของอ่าวไทย มีจังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ ระนอง และสตูล สำหรับหอยหมากพบแพร่กระจายบริเวณชายฝั่งทะเลของจังหวัดสตูล และระนอง

อาหารและการกินอาหาร
     ลูกหอยหวานระยะวัยอ่อนจะกินอาหารด้วยการกรอง โดยใช้อวัยวะกรองอาหาร (Velum) พวกแพลงก์ตอน เพื่อโบกพัดน้ำทะเลเข้าสู่ช่องปากและกรองแพลงก์ตอนกินเป็นอาหาร  หอยหวานตั้งแต่ระยะลงพื้นจนโตเต็มวัย มีการดำรงชีพอยู่บนพื้นทรายในทะเล กินเนื้อเป็นอาหาร โดยหอยหวานกินซากสัตว์ที่ตายแล้วเป็นอาหาร ทั้งในสภาพสดและไม่สด หอยหวานมีต่อมน้ำลายสำหรับสร้างน้ำย่อยและส่งออกมาทางงวง เป็นการย่อยอาหารภายนอกร่างกายแล้วดูดเข้าไปภายในร่างกาย งวงสามารถยืดยาวได้ 8 - 10 เซนติเมตร ระบบทางเดินอาหารของหอยหวานประกอบด้วยปาก หลอดอาหาร กระเพาะ ลำไส้ และทรวงหนัก เป็นต้น

การสืบพันธุ์
    หอยหวานเป็นสัตว์ที่ไม่สามารถแยกเพศได้ทางลักษณะภายนอก แต่สามารถแยกเพศได้ เมื่อหอยหวานโตเต็มวัย และเมื่อหอยหวานยืดตัวออกมาจากเปลือกจะสามารถเห็นอวัยวะเพศผู้ได้ มีรูปร่างเป็นติ่ง รูปใบไม้สีเหลืองอ่อนอยู่บริเวณโคนหนวดข้างขวา สำหรับเพศเมียจะไม่ปรากฏเป็นติ่ง การผสมพันธุ์เป็นแบบภายใน ก่อนการผสมพันธุ์จะมีการจับคู่ระหว่างหอยเพศผู้และเพศเมีย หอยเพศผู้ใช้อวัยวะเพศผู้สอดเข้าไปยังช่องเปิดของเพศเมีย ไข่จะได้รับการผสมในท่อนำไข่และถูกหุ้มปลอกก่อนถูกปล่อยออกสู่ภายนอก ในรูปของฝักไข่ เพศเมียมี Pedal gland ที่บริเวณเท้าที่ทำหน้าที่ผลิตเมือกสำหรับยึดไข่ติดกับวัตถุ

การวางไข่และวิวัฒนาการของลูกหอยวัยอ่อน
    หอยหวานวางไข่เป็นฝัก ฝักไข่เป็นรูปทรงกรวยคล้ายพัด โปร่งใส ภายในฝักไข่มีไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว ฝักไข่แต่ละฝักจะยึดติดกับเม็ดทรายด้วยก้านที่ทำให้ฝักไข่อยู่ในแนวตั้งตรงเมื่ออยู่ในน้ำฝักไข่มีความยาว 2.4 - 2.5 เซนติเมตร กว้าง 0.4 - 0.9 เซนติเมตร และก้านฝักไข่ยาว 0.1 - 0.4 เซนติเมตร หอยหวานสามารถให้ฝักไข่ได้ครั้งละ 30 - 80 ฝัก ภายในฝักไข่มีไข่ที่ได้รับการผสมแล้วประมาณ 450 - 1,200 ฟองต่อฝัก ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วมีรูปร่างกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.3 - 0.4 มิลลิเมตร จะพัฒนาอยู่ในฝักไข่ โดยลูกหอยระยะวัยอ่อนจะฟักออกจากฝักไข่ประมาณ 5 - 7 วัน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.4 - 0.5 มิลลิเมตร ลูกหอยมีลักษณะคล้ายผีเสื้อ ไม่มีสี โปร่งแสง เปลือกบาง มีกลุ่มขน 2 กลุ่ม ใช้สำหรับว่ายน้ำและพัดโบกอาหาร จำพวกแพลงก์ตอนเข้าปากระยะนี้จะเริ่มเคลื่อนที่เข้าหาแสงและล่องลอยอยู่ในน้ำ

หลักเกณฑ์การค้ชัดเลือกสถานที่
    หลักเกณฑ์การคัดเลือกสถานที่ มีหลักเกณฑ์คล้ายกันกับการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำทะเลชนิดอื่นๆ มีข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับการคัดเลือกสถานที่ดังนี้

1. พื้นที่ที่เหมาะสม ควรเป็นพื้นที่ที่อยู่ติดกับทะเล อยู่ห่างจากทะเลไม่มากนัก สามารถนำน้ำทะเลมาใช้ได้สะดวกและเพียงพอ ไม่ควรอยู่ใกล้ปากแม่น้ำหรือลำคลองขนาดใหญ่ที่มีน้ำจืดไหลลงจำนวนมากในฤดูฝน เพราะอาจเกิดปัญหาความเค็มของน้ำลดลงรวดเร็ว จะมีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายของหอยหวานได้

2. ควรเป็นน้ำทะเลที่มีความใสสะอาด มีความเค็มค่อนข้างคงที่ เหมาะสมตลอดเวลา น้ำทะเลที่จะใช้ ควรมีความเค็มอยู่ในช่วง 28 - 35 พีพีที หากน้ำมีความเค็มต่ำกว่า 25 พีพีที หอยหวานอาจจะเจริญเติบโตช้าลงและหากความเค็มลดลงต่ำกว่า 20 พีพีที หอยบางส่วนจะเริ่มตายลง

3. สถานที่ที่เพาะเลี้ยงหอยหวาน ควรตั้งอยู่ไกลจากเส้นทางคมนาคมที่สามารถลำเลียงผลผลิตสู่ภัตตาคาร โรงแรม และร้านอาหารประเภทต่างๆ หากอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวก็ยิ่งดี เพราะจะได้จำหน่ายผลผลิตหอยหวานได้สะดวกยิ่งขึ้น แต่ไม่ควรตั้งอยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำเสียสกปรกหรือมลพิษต่างๆ เพราะอาจมีเชื้อโรคหรือสารพิษปนเปื้อน หอยที่เลี้ยงไว้อาจเกิดโรคต่างๆ และตายได้

4. ควรเป็นแหล่งที่มีสาธารณูปโภค รวมทั้งการคมนาคมสะดวกตามสมควร

 5. แหล่งเลี้ยงหอยหวาน ควรอยู่ใกล้แหล่งอาหารที่ใช้เลี้ยงหอยหวาน เช่น เนื้อปลา เนื้อหอยแมลงภู่ ทำให้มีอาหารให้หอยกินอย่างเพียงพอ สม่ำเสมอและต้นทุนอาหารมีราคาถูก ไม่เสียค่าขนส่งแพง

6. ควรเป็นที่อยู่ใกล้แหล่งในการจัดหาพ่อ - แม่พันธุ์ แหล่งหัวเชื้อแพลงก์ตอนพืช อุปกรณ์ซ่อมบำรุง

7. ปลอดภัยจากการขโมย ห่างไกลจากชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อความปลอดภัยทางด้านสิ่งแวดล้อม


โรงเพาะฟัก
    โรงเพาะฟักต้องมีระบบน้ำและอากาศที่ดี มีองค์ประกอบหลายอย่างที่ควรพิจารณา คือ

1. ระบบน้ำทะเล : น้ำทะเลที่ใช้จะต้องสะอาดผ่านการกรองและฆ่าเชื้อ โดยการสูบน้ำทะเลผ่านเครื่องกรองทรายและฆ่าเชื้อด้วยกรรมวิธีต่างๆ เช่น การใช้คลอรีน การใช้โอโซน หรือการใช้ UV นอกจากนี้หากพบน้ำทะเลมีตะกอนมากหรือขุ่น ควรมีบ่อพักน้ำทะเลก่อนอย่างน้อย 24 - 48 ชั่วโมง แล้วจึงมาผ่านการกรองทรายและฆ่าเชื้อต่อไป  น้ำทะเลที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วจะใช้ในการเพาะอาหารจำนวนแพลงก์ตอนพืช และใช้ในการอนุบาลลูกหอยหวาน ส่วนน้ำทะเลที่ผ่านการกรองสามารถใช้ถ่ายเทในบ่อเลี้ยงพ่อ - แม่พันธุ์ได้เลย

2. ระบบอากาศ : ใช้เครื่องเป่าอากาศที่มีกำลังพอ สำหรับใช้ในโรงเพาะฟักลูกหอยและการเพาะสาหร่ายที่เป็นอาหารของลูกหอย

3. โรงเพาะแพลงก์ตอน : เป็นส่วนประกอบของโรงเพาะฟักลูกหอยหวาน มีความสำคัญมากในการอนุบาลลูกหอยหวานระยะวัยอ่อน เพราะลูกหอยวัยอ่อนเป็นสัตว์ประเภทกรองกินอาหารจากน้ำทะเลตลอดเวลา

อาหารลูกหอยหวานวัยอ่อน
    อาหารลูกหอยหวานระยะวัยอ่อน ได้แก่ สาหร่ายสีน้ำตาลแกมทอง(Isochrysis galbana) สาหร่ายเซลล์เดียวสีเขียว(Teteaselmis sp.) และไดอะตอม (Chaetoceros calcitrans) ปริมาณอาหารที่ให้จึงต้องคำนวณให้ได้ 20,000 - 30,000 เซลล์ของสาหร่าย/ซีซี

การเลี้ยงพ่อ - แม่พันธุ์หอยหวาน            
    พ่อ - แม่พันธุ์หอยหวานจะต้องมีขนาดใหญ่ ความยาวเปลือกไม่น้อยกว่า 4.5 เซนติเมตร น้ำหนักตัวประมาณ 30 กรัมขึ้นไป หอยหวานมีการสืบพันธุ์ตลอดทั้งปี ฤดูกาลวางไข่สูงที่สุดอยู่ในช่วง เดือนมีนาคม - พฤษภาคม

บ่อเลี้ยงพ่อ แม่พันธุ์หอยหวาน
    จะเป็นบ่อซีเมนต์หรือบ่อผ้าใบ หรือถังไฟเบอร์กลาสก็ได้ อาจเป็นทรงกลมหรือทรงสี่เหลี่ยมขึ้นอยู่กับวัสดุอุปกรณ์และสถานที่นั้นๆ เช่น บ่อซีเมนต์ขนาด กว้าง x ยาว x สูง เป็น2.5 x 10 x 1 เมตร มีน้ำสูง 0.5 เมตร จัดระบบอากาศ ระบบน้ำ มีการระบายน้ำให้ไหลช้าๆ พื้นทรายเป็นทรายหยาบหรือมีเศษปะการังร่วมด้วยก็ได้ หนาประมาณ 10 เซนติเมตร อาจจัดพื้นทรายเป็นที่กรองน้ำ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับการลงทุน ทำการลดน้ำและทำความสะอาดพื้นทรายทุกๆ 7 วัน ให้อาหารพวกปลาข้างเหลืองที่ตัดเอากระเพาะอาหารออกและบั้งเป็นริ้วๆ 2 - 3 แถว ให้กินจนเพียงพอ อัตราความหนาแน่นประมาณ 50 ตัว ต่อตารางเมตร อัตราส่วนเพศผู้ต่อเพศเมียเป็น 1 : 1 เมื่อหอยวางไข่จะวางติดกับพื้นทราย ทำการเก็บรวบรวมฝักไข่ใส่ในตะกร้าพลาสติกลอยน้ำเพื่อนำไปอนุบาลในถังอนุบาลต่อไป

การอนุบาลลูกหอยหวานระยะวัยอ่อน
    นำฝักไข่มาใส่ตะกร้าพลาสติกลอยน้ำในถังฟักไข่ที่มีขนาด 1 ลูกบาศก์เมตร ในบ่อซีเมนต์ทรงเหลี่ยมหรือทรงกลม เป็นบ่อไฟเบอร์กลาส บ่อผ้าใบ หรือบ่อพลาสติก ใส่น้ำลึกประมาณ 0.5 - 0.8 เมตร พร้อมหัวแอร์ให้อากาศไม่แรงเกินไปให้ทั่วถึงทั้งบ่อ แล้วแต่ขนาดบ่อกับการปฏิบัติงาน ที่มีขนาด 2 ลูกบาศก์เมตร เมื่อลูกหอยหาานฟักตัวอยุ่ในฝักไข่ประมาณ 5 - 7 วัน ก็พัฒนาตัวอ่อนจาก Trocophore Larvae เข้าสู่ระยะวัยอ่อน Veliger Larvae ที่มีลักษณะคล้ายผีเสื้อ ตัวอ่อนระยะนี้จะออกจากฝักไข่ ล่องลอยไปกับน้ำทำการรวบรวมหรือปรับปริมาตรความหนาแน่นของลูกหอยในถังอนุบาลให้มีปริมาตรความหนาแน่นของลูกหอยหวานอ่อนที่เหมาะสม คือ มีความหนาแน่นประมาณ 400 - 500 ตัวต่อลิตร สามาารถรวบรวมลูกหอยที่ลงพื้นได้ตั้งแต่ 17 วันขึ้นไป การให้อาหารแพลงก์ตอนพืชให้ได้ตั้งแต่แรกที่ลูกหอยระยะวัยอ่อนออกจากฝักไข่

       การให้อาหารจำพวกแพลงก์ตอนพืชจะให้ในอัตราความหนาแน่นประมาณ 20,000 - 30,000 เซลล์ต่อมิลลิเมตร เมื่ออนุบาลได้ 10 วันขึ้นไปหลังจากออกจากฝักไข่สามารถที่จะเสริมตัวอ่อนไรน้ำเค็มที่แช่เย็นด้วยน้ำแข้งประมาณ 10 นาที จะทำให้อัตราการลงพื้นของลูกหอยหวานระยะวัยอ่อนมีอัตราการรอดตายสูงขึ้น ทั้งนี้ลูกหอยหวานระยะวัยอ่อนตั้งแต่ 10 วันขึ้นไป หลังจากออกจากฝักไข่จะเริ่มมีพฤติกรรมลงพื้น สามารถกินเนื้อปลาข้างเหลืองบดละเอียดได้ และยังสามารถว่ายน้ำได้ด้วย ถ้ามีอาหารเพียงพอจะทำให้ลูกหอยหวานลงพื้นมีความแข้งแรงและลดอัตราการตายลง

การอนุบาลลลูกหอยหวานระยะลงพื้น
    เมื่อลูกหอยหวานระยะวัยอ่อน (veliger larvae) พัฒนาตัวเข้าสู่ลูกหอยหวานระยะลงพื้น (setted juvenile) ลูกหอยหวานระยะนี้จะมีรูปร่างเหมือนพ่อแม่พันธุ์สามารถคลานและกินเนื้อเป็นอาหาร ลูกหอยระยะนี้จะมีขนาด 0.2 - 0.3 เซนติเมตร ทำการเก็บรวบรวมลูกหอยไปเลี้ยงในบ่ออนุบาล เป็นต้น ที่มีขนาดปริมาตรตั้งแต่ 0.5 ลูกบาศก์เมตรขึ้นไป ใส่น้ำสูงประมาณ 30 - 50 เซนติเมตร ที่พิ้นที่จะปูด้วยทรายละเอียดขนาดประมาณ 0.5 เซนติเมตร จัดระบบน้ำให้ไหลช้าตลอดเวลามีระบบอากาศ บริเวณขอบบ่อหรือถังจะบุด้วยแผ่นสก๊อตไบรท์หรือวัสดุอื่นๆ ป้องกันการคลานขึ้นมาตายได้ นอกนี้อาจใช้ระบบการฉีดน้ำเป็นฝอยบริเวณผนังบ่อก็ได้ อัตราความหนาแน่นของลูกหอยหวานในระยะนี้ประมาณ 3,000 ตัวขึ้นไป ขึ้นอยู่กับระบบการจัดการในการอนุบาล ให้อาหารจำพวกปลาข้างเหลือง ให้กินจนเพียงพอทุกวัน การกินอาหารลูกหอยหวานระยะนี้จะกินกันเป็นกลุ่ม กระจายจนทั่วอาหาร ให้อาหารกินทุกวันๆ ละ 1 ครั้ง ก่อนให้อาหารใหม่ควรเก็บเศษอาหารเก่าออกก่อน ทำการระบายน้ำช้าๆ อยู่ตลอดเพื่อป้องกันน้ำเน่าเสีย ใช้ระยะเวลาในการอนุบาลระยะนี้ประมาณ 30 วัน จะได้ลูกหอยหวานขนาด 1 - 1.5 เซนติเมตร จึงนำลูกหอยไปสู่ระบบการเลี้ยงหอยเนื้อต่อไป

การเลี้ยงหอยหวาน
    ลูกหอยหวานขนาด 1 - 1.5 เซนติเมตร นับว่ามีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี เหมาะสมที่จะนำไปเลี้ยงต่อจนถึงขนาดที่ตลาดต้องการรูปแบบการเลี้ยงหอยหวานในปัจจุบันมี 2 วิธี คือการเลี้ยงบนบกและการเลี้ยงในทะเล การเลี้ยงบนบกส่วนใหญ่จะเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ มีหลายขนาดขึ้นอยู่กับการจัดการในการเลี้ยง การเลี้ยงในบ่อดินและการเลี้ยงในกระชังในบ่อดิน การเลี้ยงในบ่อผ้าใบขนาด 6 x 8 เมตร มีหลังคาคลุมและการเลี้ยงในทะเลเป็นการเลี้ยงในคอก การเลี้ยงในกระชังลอยในทะเลขนาดของคอกและกระชังขึ้นอยู่กับความเมหาะสมของพื้นที่และการจัดการ

ขนาดและอัตราการปล่อย
    ขนาดของลูกหอยหวานที่เหมาะสมจะนำไปเลี้ยงนั้น ควรมีความยาวเปลือก 1 เซนติเมตรขึ้นไป หากนำลูกหอยขนาดดังกล่าวไปเลี้ยงก็จะมีอัตราการรอดตายค่อนข้างสูง อัตราการปล่อยลูกหอยขนาด 1.0 - 1.5 เซนติเมตร ควรปล่อยประมาณ 300 - 500 ตัวต่อพื้นที่บ่อ 1 ตารางเมตร

อาหารและการให้อาหาร
    อาหารของการเลี้ยงหอยหวานเป็นพวกเนื้อปลา เนื้อหอยแมลงภู่ เนื้อหอยกะพง ปู รวมทั้งอาหารสำเร็จรูป และอาหารผสมอื่นๆ การให้อาหารนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารที่ให้และขนาดของหอยหวานโดยมากมักแล่ปลาหรือสับปลาเป็นชิ้นตามขนาดของหอยที่เลี้ยง หากเป็นหอยแมลงภู่จะใช้หอยขยาดความยาวเปลือกไม่เกิน 3 เซนติเมตร หรือเรียกว่า หอยเป็ด เพราะมีราคาถูก โดยจะใช้มีดผ่าหอยทั้งเปลือกให้ฝาแบะออกจากกัน ปริมาณอาหารที่ให้กรณีเป็นเนื้อปลา ควรให้ 2 - 10 % ของน้ำหนักหอยหวานทั้งหมดที่เลี้ยง และต้องหมั่นปรับปริมาณอาหารเป็นประจำเพื่อป้องกันอาหารเหลือหรือไม่เพียงพอ ปกติจะให้อาหารแก่หอยวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเวลาเดียวกันทุกวัน โดยให้ครั้งละ 2 - 3 ชั่วโมง หลังให้อาหารแล้วเก็บอาหารส่วนที่เหลืออออกให้หมด




การดูแลรักษา
    การเลี้ยงหอยหวานด้วยความหนาแน่นมาก มักจะมีเศษอาหารเหลือซึ่งเมื่อระบายน้ำที่มีสารอินทรีย์เหล่านี้ลงในทะเลก็มักเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จึงไม่มีผลต่อสภาพแวดล้อมในทะเลแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามผู้เลี้ยงจะต้องหมั่นทำความสะอาดทรายรองพื้นหรือบ่อเลี้ยงเป็นประจำ 3 วันครั้ง หรือสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของน้ำที่ใช้เลี้ยงและสภาพพื้นทรายว่ามีสีดำและสกปรกมากหรือไม่เพียงใด หากพื้นทรายที่ใช้เลี้ยงเป็นคราบสีดำแผ่กว้างออกมากขึ้น จำเป็นต้องจัดการทำความสะอาดทรายที่รองพื้นดังกล่าว หรืออาจสอบระบบน้ำและระบบลม รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงความเค็มของน้ำในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

       การตรวจสอบการเจริญเติบโตของหอยหวานในบ่อที่เลี้ยง ควรทำอย่างน้อยเดือนละ 1 - 2 ครั้ง รวมทั้งการรวบรวมข้อสังเกตต่างๆ ของผู้เลี้ยง นำมาวิเคราะห์พิจารณาปัญหา สาเหตุ และแนวทางแก้ไขจะช่วยให้การเลี้ยงมีการพัฒนาและประสบผลสำเร็จมากขึ้น


วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สูตรพันธุ์ปลาซิวหางกรรไกร เพื่อเชิงการค้า



วิธีเลี้ยงปลาซิวหางกรรไกร เชิงการค้า
การเพาะพันธุ์ปลาซิวข้างขวานเล็ก ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดตรัง ได้พัฒนาการเพาะพันธุ์ปลาซิวข้างขวานเล็กได้สำเร็จ โดยเน้นการเพาะพันธุ์วิธีเลียนแบบธรรมชาติ และสามารถอนุบาลลูกปลาซิวข้างขวานเล็กโดยการ ใช้อาหารธรรมชาติมีชีวิตและอาหารสำเร็จรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งมีวิธีการดำเนินการ ดังนี้ ได้พัฒนาการเพาะพันธุ์ปลาซิวข้างขวานเล็กได้ สำเร็จ โดยเน้นการเพาะพันธุ์วิธีเลียนแบบธรรมชาติ และสามารถอนุบาลลูกปลาซิวข้างขวานเล็กโดยการ ใช้อาหารธรรมชาติมีชีวิตและอาหารสำเร็จรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งมีวิธีการดำเนินการ ดังนี้

1. การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
พ่อแม่พันธุ์ปลาซิวข้างขวานเล็กที่ดีควรมีลักษณะ การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์  พ่อแม่พันธุ์ปลาซิวข้างขวานเล็กที่ดีควรมีลักษณะ
1.1 ควรเป็นปลาวัยเจริญพันธุ์ เพศผู้ รูปร่างปราดเปรียว บริเวณสามเหลี่ยมตรงกลางลำตัว มีสีเข้มเด่นชัด
      คล้ายด้ามขวาน เพเมียลำตัวสั้นป้อม มีท้องอูมเป่ง ควรเป็นปลาวัยเจริญพันธุ์ เพศผู้ รูปร่างปราด               เปรียวบริเวณสามเหลี่ยมตรงกลางลำตัว มีสีเข้มเด่นชัดคล้ายด้ามขวาน เพเมียลำตัวสั้นป้อม
      มีท้องอูมเป่ง
1.2 พ่อแม่พันธุ์ควรมีน้ำหนักอยู่ในช่วง 0.30-0.60 กรัม พ่อแม่พันธุ์ควรมีน้ำหนักอยู่ในช่วง 0.30-0.60 กรัม
1.3 ตามลำตัวไม่ควรมีบาดแผล เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อและลุกลามถึงตายในที่สุด ตามลำตัวไม่
      ควรมีบาดแผล เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อและลุกลามถึงตายในที่สุด

2. การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์

ลูกปลาซิวข้างขวานเล็กสามารถแยกเพศได้เมื่ออายุ 3-4 เดือน การ เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ เลี้ยงแยกเพศคนละบ่อเพื่อป้องกันปลาผสมพันธุ์กันเองภายในบ่อ เลี้ยงใน
ตู้กระจกหรือ บ่อซีเมนต์ ใช้ระบบน้ำหมุนเวียน บ่อพ่อแม่พันธุ์จะใส่พรรณไม้น้ำและรากไม้เพื่อให้เหมือนสภาพตาม ธรรมชาติที่ปลาอาศัยอยู่ ให้ไรแดง หรืออาหารเม็ดสำเร็จรูปปลาสวยงาม เป็นอาหาร วันละ 2 ครั้ง การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ ลูกปลาซิวข้างขวานเล็กสามารถแยกเพศได้เมื่ออายุ 3-4 เดือน การ เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ เลี้ยงแยกเพศคนละบ่อเพื่อป้องกันปลาผสมพันธุ์กันเองภายในบ่อ เลี้ยงในตู้กระจกหรือ บ่อซีเมนต์ ใช้ระบบน้ำหมุนเวียน บ่อพ่อแม่พันธุ์จะใส่พรรณไม้น้ำและรากไม้เพื่อให้เหมือนสภาพตาม ธรรมชาติที่ปลาอาศัยอยู่ ให้ไรแดง หรืออาหารเม็ดสำเร็จรูปปลาสวยงาม เป็นอาหาร วันละ 2 ครั้ง

การเพาะพันธุ์ปลาซิวข้างขวานเล็ก มี 2 วิธี
1. การเพาะพันธุ์ในตู้กระจก ใช้ตู้กระจก ขนาด 45x90x45 เซนติเมตร ระดับน้ำลึก 35 เซนติเมตร ใช้ระบบน้ำหมุนเวียน โดยจัดวัสดุให้เหมือนสภาพธรรมชาติ ใส่หินเกร็ดล้างน้ำให้สะอาดแล้ว ปลูกพรรณไม้น้ำในตู้ให้มีจำนวนเหมาะสม ใส่พ่อแม่พันธุ์อัตราส่วน 1:1 ตัวผู้ 3 ตัว ตัวเมีย 3 ตัว ให้ไรแดง เป็นอาหาร วันละ 2 ครั้ง โดยปลาจะวางไข่ติดพรรณไม้น้ำหรือตามหินเกร็ด

หลังจากนั้นทำการนำพ่อแม่ พันธุ์ออก เพื่อป้องกัน พ่อแม่พันธุ์กินไข่หรือลูกตัวอ่อน ปกติการผสมพันธุ์จะมีขึ้นในช่วงเช้าประมาณ 08.00 – 12.00น. ของทุกวัน ไข่จะหลุดออกจากรังไข่ ประมาณ 2-10 ฟอง แม่พันธุ์ตัวหนึ่งจะวางไข่ 15-20 ครั้ง การเพาะพันธุ์ในตู้กระจก ใช้ตู้กระจก ขนาด 45x90x45 เซนติเมตร ระดับน้ำลึก 35 เซนติเมตร ใช้ระบบน้ำหมุนเวียน โดยจัดวัสดุให้เหมือนสภาพธรรมชาติ ใส่หินเกร็ดล้างน้ำให้สะอาดแล้ว ปลูกพรรณไม้น้ำในตู้ให้มีจำนวนเหมาะสม

ใส่พ่อแม่พันธุ์อัตราส่วน 1:1 ตัวผู้ 3 ตัว ตัวเมีย 3 ตัว ให้ไรแดง เป็นอาหาร วันละ 2 ครั้ง โดยปลาจะวางไข่ติดพรรณไม้น้ำหรือตามหินเกร็ด หลังจากนั้นทำการนำพ่อแม่ พันธุ์ออก เพื่อป้องกัน พ่อแม่พันธุ์กินไข่หรือลูกตัวอ่อน ปกติการผสมพันธุ์จะมีขึ้นในช่วงเช้าประมาณ 08.00 – 12.00น. ของทุกวัน ไข่จะหลุดออกจากรังไข่ ประมาณ 2-10 ฟอง แม่พันธุ์ตัวหนึ่งจะวางไข่ 15-20 ครั้ง

2. การเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์ ใช้บ่อซีเมนต์ขนาด 1x2x1 ตารางเมตร ระดับน้ำลึก 50 เซนติเมตร ใส่พ่อแม่พันธุ์อัตราส่วน 1:1 ตัวผู้ 10 ตัว ตัวเมีย 10 ตัว การเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์ ใช้บ่อซีเมนต์ขนาด 1x2x1 ตารางเมตร ระดับน้ำลึก 50 เซนติเมตร ใส่พ่อแม่พันธุ์อัตราส่วน 1:1 ตัวผู้ 10 ตัว ตัวเมีย 10 ตัว

ความดกของไข่ ปลาซิวข้างขวานเล็กเป็นปลาที่มีรังไข่แบบ 2 พู ปลาซิวข้างขวานเล็กที่มี ขนาดความยาว 2.5 เซนติเมตร น้ำหนัก 0.34 กรัม มีน้ำหนักรังไข่ 0.71 กรัม และมีจำนวนไข่ประมาณ 594 ฟอง และปลาที่มีความยาว 3.4.เซนติเมตร น้ำหนัก 0.52 กรัม มีน้ำหนักรังไข่ 0.93 กรัม คิดเป็นไข่ ประมาณ 685 ฟอง



การอนุบาลปลาซิวข้างขวานเล็ก
การอนุบาลลูกปลาซิวข้างขวานเล็ก หลังจากถุงไข่แดงยุบ มี 2 รูปแบบ 2 รูปแบบ
1) การอนุบาลในตู้กระจก การอนุบาลในตู้กระจก
2) การอนุบาลในบ่อซีเมนต์ ขนาดเล็ก การอนุบาลในบ่อซีเมนต์ ขนาดเล็ก
1. การอนุบาลในตู้กระจก อัตราปล่อย 500 ตัวต่อตู้ ให้ลูกปลากินโรติเฟอร์ 3 วัน หลังจาก นั้นให้กินอาร์ทีเมีย 7-10 วัน แล้วให้กินไรแดงตลอด เลี้ยงเป็นระยะเวลา 1 เดือน จะได้ลูกปลาขนาด 1.5 เซนติเมตร การอนุบาลในตู้กระจก อัตราปล่อย 500 ตัวต่อตู้ ให้ลูกปลากินโรติเฟอร์ 3 วัน หลังจาก นั้นให้กินอาร์ทีเมีย 7-10 วัน แล้วให้กินไรแดงตลอด เลี้ยงเป็นระยะเวลา 1 เดือน จะได้ลูกปลาขนาด 1.5 เซนติเมตร
2. การอนุบาลในบ่อซีเมนต์ขนาดเล็ก อัตราปล่อย 1,000 ตัวต่อบ่อ การอนุบาลในบ่อซีเมนต์ขนาดเล็ก อัตราปล่อย 1,000 ตัวต่อบ่อ


การเลี้ยงปลาซิวข้างขวานเล็ก เมื่ออนุบาลลูกปลาซิวข้างขวานเล็กจนได้ขนาด 1.5 เซนติเมตร ก็ดำเนินการเลี้ยงต่อจนได้ขนาด 2.5-3.0 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดต้องการ การเลี้ยงปลาซิวข้างขวานเล็ก มี 2 รูปแบบ 1.5 เซนติเมตร ก็ดำเนินการเลี้ยงต่อจนได้ขนาด 2.5-3.0 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดต้องการ การเลี้ยงปลาซิวข้างขวานเล็ก มี 2 รูปแบบ 1.) การเลี้ยงในตู้กระจก อัตราปล่อย 200 ตัวต่อตารางเมตร ให้ไรแดง หรืออาหารผงสำเร็จรูปเป็น อาหาร การเลี้ยงในตู้กระจก อัตราปล่อย 200 ตัวต่อตารางเมตร ให้ไรแดง หรืออาหารผงสำเร็จรูปเป็น อาหาร
2.) การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ขนาดเล็ก อัตราปล่อย 500 ตัวต่อตารางเมตร การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ขนาดเล็ก อัตราปล่อย 500 ตัวต่อตารางเมตร








ขั้นตอนการเลี้ยงปลาซิว
1.เตรียมบ่อเลี้ยงขนาดบ่อ 2x4 เมตร ลึก 1 เมตร (เป็นบ่อปูนหรือบ่อพลาสติกก็ได้)
2.หลังจากเตรียมบ่อแล้วให้ทำการเปิด น้ำเข้าบ่อสูง 80 เซนติเมตร และนำท่อนกล้วยลงแช่ในบ่อเพื่อดูดซับกลิ่นปูนแลกลิ่นเคมีจากพลาสติก แช่นาน 1 สัปดาห์
3.นำปลาซิวลงบ่อเลี้ยงประมาณ 10 กิโลกรัม
4.อาหารให้รำอ่อน วันละ 1 ครั้ง
5.ระบบการถ่ายน้ำให้ทำการถ่ายน้ำโดย การเปิดก๊อกน้ำใส่บ่อและทำตัวจุกระบายน้ำออกจากบ่อที่ก้นบ่อด้วย และนำมุ้งเขียวกันไว้ไม่ให้ปลาหลุดออกจากบ่อตามท่อระบายน้ำ(ให้ทำการถ่ายน้ำปีละ 1 ครั้ง)
6.ปรับปรุงสภาพน้ำโดยใส่น้ำหมักฮอร์โมนแม่ ½ ลิตร ต่อ เดือน
7.อาหารเสริมสามารถนำปลวกมาสับให้ละเอียดเพื่อนำไปเป็นอาหารเสริมเพิ่มโปรตีนให้ปลาซิวได้ เลี้ยงไว้ 2-3 เดือนสามารถจับขายหรือกินได้ การจำหน่ายราคากิโลกรัมละ 100 บาท

โรคและการป้องกันโรค 
1.โรคแผลตามลำตัว 
-สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
-อาการ เกล็ดจะพองและตกเลือดสีแดงตามลำตัว
-การป้องกัน ใช้ยาต้านจุลชีพ ชนิดซัลฟาไตรเมทโทรพริม ในอัตราส่วน 1-2 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร
-แช่ปลานาน 2-3 วัน โรคแผลตามลำตัว
-สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
-อาการ เกล็ดจะพองและตกเลือดสีแดงตามลำตัว
-การป้องกัน ใช้ยาต้านจุลชีพ ชนิดซัลฟาไตรเมทโทรพริม ในอัตราส่วน 1-2 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร
-แช่ปลานาน 2-3 วัน 1-2 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร
-แช่ปลานาน 2-3 วัน 2-3 วัน

2.โรคครีบกร่อน หางกร่อน
-สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
-อาการ ตามโคนหางจะเป็นแผล แล้วค่อยๆลามเข้าไป จนทำให้ครีบมีขนาดเล็กลงบางครั้ง
 ครีบกร่อนไป จนหมด
-การป้องกัน ใช้ยาต้านจุลชีพ ชนิดซัลฟาไตรเมทโทรพริม ในอัตราส่วน 1-2 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร
-แช่ปลานาน 2-3 วัน โรคครีบกร่อน หางกร่อน
-สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
-อาการ ตามโคนหางจะเป็นแผล แล้วค่อยๆลามเข้าไป จนทำให้ครีบมีขนาดเล็กลงบางครั้ง
 ครีบกร่อนไป จนหมด
-การป้องกัน ใช้ยาต้านจุลชีพ ชนิดซัลฟาไตรเมทโทรพริม ในอัตราส่วน 1-2 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร
-แช่ปลานาน 2-3 วัน 1-2 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร
-แช่ปลานาน 2-3 วัน 2-3 วัน
-ปลาซิวในบ่อพลาสติก รายได้ดี

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เมนูไก่ใต้น้ำ



   *เมนูไก่ใต้น้ำ*   

* ส่วนผสมและเครื่องปรุง*
- สะโพกไก่ + อก (หรือไก่ส่วนอื่นที่ชอบ) รวมกัน น้ำหนักประมาณ 1 กก.
- กระเทียมไทย 2-3 หัว
- หอมแดง 5 หัว
- ตะไคร้อ่อน ๆ 6 ต้น
- ข่ากลางแก่กลางอ่อน (แต่วันนี้มีแต่แบบแก่ๆ) 2 ก้อน (ก้อนขนาดเท่าหัวแม่มือ)
- พริกขี้หนูสดเม็ดใหญ่สีแดง 15-25 เม็ด
- พริกขี้หนูแห้งคั่วป่น 2-4 ชช.
- ใบมะกรูดไม่แก่ไม่อ่อน 20 ใบ
- เกลือป่น
- น้ำปลา
- น้ำตาลทราย


 วิธีทำ ไก่ใต้น้ำ 

เริ่มต้นด้วยการทำเครื่องแกงจัดเตรียมไว้ ขั้นตอนการทำเครื่องหมักไก่ เริ่มต้นด้วยการโขลกพริกแห้ง  ข่า ตะไคร้ กระเทียม ใบมะกรูด และ เกลือ โขลกทุกอย่างพอหยาบๆแล้วค่อยใส่หอมแดงลงไปโขลกต่อ ตามด้วยพริกไทยโขลกต่อไปอีกเล็กน้อยก็พอ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการจัดเตรียมเครื่อง จากนั้นเอาไก่ที่เตรียมไว้มาสับให้เป็นชิ้นๆพอดีสวย ก่อนจะนำเครื่องที่โขลกเตรียมไว้มาใส่ลงไป

ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย ซีอิ้วขาว ซอสปรุงรส เกลือ พริกไทย และน้ำตาลเล็กน้อย แล้วคลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากันดี ก่อนจะหมักทิ้งไว้ประมาณ1ชั่วโมง แล้วนำไปใส่หม้อก่อนจะนำไปตั้งด้วยไฟขนาดกลางๆ ก่อนจะปิดปากหม้อด้วยถาดหรือภาชะนะที่ใส่น้ำร้อนได้ปิดปากหม้อไว้ด้านบนสุด ไอน้ำจากภาชะนะที่ใช้ปิดปากหม้อ จะค่อยๆถูกดูดลงไปสู้ด้านล่างเพื่อทำให้ไก่สุก

นึ่งทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วค่อยเปลี่ยนน้ำในถาดที่ปิดปากหม้อด้านบนทิ้ง แล้วค่อยเติมน้ำใหม่ลงไป ก่อนจะนำไปปิดแล้วนึ่งต่อไปอีกประมาณ15นาที ก็จะได้ไก่ใต้น้ำสุกพอดีพร้อมเสริฟ คู่กับน้ำจิ๊มแจ่วจะเข้ากันดีที่สุด

สัดส่วน 
ไก่สับประมาณ 5 ขีด ใส่เครื่องปรุงรสประมาณอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ และเครื่องแกงที่โขลกเตรียมไว้ทั้งหมดหรือประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ

# ภาชะนะที่ใช้นึ่งควรเป็นหม้อนึ่งข้าวเหนียว ที่ชาวอีสานชอบใช้จะเหมาะที่สุด #