• การเลี้ยงหอยหวานในประเทศไทยเริ่มมีผู้สนใจเลี้ยงกันมากขึ้น เพราะเลี้ยงง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดี ในช่วงปี 2545 - 2546 หอยหวานมีราคา 250 - 300 บาท/กิโลกรัม
  • เทคนิคการเลี้ยงปลาหลดเพื่อจำหน่าย
  • เลี้ยงปลาช่อนแบบลดต้นทุน จากเกษตรกรต้นแบบ
  • "สมบุญ คำสอน" เจ้าของฟาร์มไก่ไข่ ลงทุนเลี้ยงไก่ไข่ ทำให้มีรายเดือนกว่า 1.6 แสนบาท

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

วิธีเพาะเลี้ยงปลากระทิง


 วิธีเพาะเลี้ยงปลากระทิง 
ปลากระทิงลาย ลักษณะทางชีววิทยา
ปลากระทิงลาย ชื่อสามัญ Armed Spiny Eel ชื่อวิทยาศาสตร์ Mastacembelus armatus รูปร่าง
คล้ายปลาไหลแต่ลำตัวแบนข้าง มีเกล็ดเล็กละเอียดบนลำตัวและหัวด้านบนมีสีน้ำตาลเข้มมีแถบสีดำเป็นเส้นคดเคี้ยวตั้งแต่บริเวณนัยน์ตาจนถึงฐานครีบหาง เส้นแถบนี้จะประแต้มไปจนถึงครีบหลังและครีบก้นปากเล็ก ฟันซี่เล็ก ลักษณะของจะงอยปากยาวดูคล้ายงวง ช่องเหงือกแคบเล็ก อยู่ค่อนไปทางตอนใต้ของส่วนหัว ครีบหลัง ครีบหาง และครีบก้นเชื่อมติดกัน บริเวณหน้าครีบหลังและครีบท้องมีก้านครีบเดี่ยว ที่เปนหนามแข็งปลายแหลม ไม่มีครีบท้อง พบในแม่น้ำ หนองบึงและอ่างเก็บน้ำทั่วทุกภาค กินแมลง ลูกกุ้ง ลูกกบและปลาอื่น ๆ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า (กรมประมง, 2535)

 การเพาะพันธุ์ 
การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์
ปลากระทิงที่รวบรวมจากธรรมชาติจะตื่นตกใจง่าย ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน จึงจะยอมรับอาหาร
ที่ฝึกให้กินเป็นอย่างดี โดยอาหารที่ให้เป็นลูกปลาตะเพียนขาว,ปลายี่สกเทศ ขนาดประมาณ 2 - 3
เซนติเมตร และพ่อแม่พันธุ์ปลามีความสมบูรณ์เพศพร้อมที่จะทำการผสมพันธุ์ ได้ในเดือนกันยายน โดยการตรวจสอบลักษณะภายนอก แม่ปลาดูลักษณะส่วนท้องอูมเป่ง ผนังท้องบางและนิ่ม ช่องเพศขยาย พ่อปลาเมื่อรีดที่ท้องจะมีน้ำเชื้อไหลออกมา

 การฉีดฮอร์โมนผสมเทียม 
ปลากระทิงลายสามารถเพาะพันธุ์ได้โดยวิธีการฉีดฮอร์โมนผสมเทียม อัตราการใช้ฮอร์โมนเป็นดังนี้
แม่พันธุ์ปลา แบ่งฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 8 ชั่วโมง ครั้งที่ 1 ฉีด 20 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ครั้งที่ 2
ฉีด 30 ไมโครกรัม/กิโลกรัม และทั้ง 2 ครั้งฉีดร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
พ่อพันธุ์ปลาฉีดพร้อมกับแม่พันธุ์ปลาครั้งที่ 2 ในอัตรา 10ไมโครกรัม/กิโลกรัมร่วมกับ
ยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

หลังจากฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ครั้งที่ 2 แล้วประมาณ 37 – 41 ชั่วโมง จะสามารถรีดไข่จากแม่ปลาได้
ไข่ปลากระทิงลายเป็นแบบจมติดสีเหลืองอ่อน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 มิลลิเมตร ซึ่ง
ไข่ 1 กรัม จะมีปริมาณไข่ประมาณ 78 ฟอง หลังจากรีดไข่แล้วจะรีดน้ำเชื้อลงผสมกับไข่ น้ำเชื้อมีสีขาวขุ่น  การผสมเทียมใช้วิธีแห้งแบบดัดแปลง ( modified dry method ) ไข่ปลากระทิงลายสามารถฟักได้ในถาดฟักไข่ปลานิล โดยโรยไข่ลงไปบาง ๆ เปิดน้ำให้กระแสน้ำไหลตลอดเวลา หลังจากรีดไข่ผสมกับน้ำเชื้อแล้ว ไข่จะฟักเป็นตัวในเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง มีอัตราการปฏิสนธิร้อยละ 95 – 97 อัตราการฟักร้อยละ 80 – 90 และอัตรารอดของลูกปลาร้อยละ 94 - 95 ที่อุณหภูมิน้ำ 26 – 27 องศาเซลเซียส โดยหลังจากฟักเป็นตัวจนลูกปลาถุงไข่แดงยุบหมดใช้เวลา 7 – 9 วันที่อุณหภูมิน้ำ 25 – 26 องศาเซลเซียส

ลักษณะท้องและช่องเพศของแม่ปลา
รังไข่และถุงน้ำเชื้อ
รีดไข่จากแม่พันธุ์ปลา
รีดน้ำเชื้อจากพ่อพันธุ์ปลา
การผสมไข่กับน้ำเชื้อ

ไข่ที่โรยเพื่อฟักในถาดฟักไข่ปลานิล
ลูกปลาอายุ 1 วัน
ลูกปลาอายุ 2 วัน
ลูกปลาอายุ 5 วัน
ลูกปลาอายุ 7 วัน (ถุงไข่แดงยุบ)


การอนุบาลลูกปลากระทิง
ลูกปลากระทิงมีการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า โดยใช้เวลาถึง 7 วันถุงไข่แดงจึงจะยุบ ลูกปลาแรกฟัก
จะนอนนิ่ง ๆ ที่พื้นของถาดฟักไข่ เมื่อลูกปลาอายุ 3 วันจะเริ่มรวมกลุ่มและหลบอยู่ตามมุมถาด
สามารถว่ายน้ำไปมาได้เล็กน้อย เริ่มให้ไรแดงร่อนเป็นอาหารเมื่อลูกปลาอายุได้ 7 วัน และลูกปลาสามารถกินไรแดงร่อนได้ดีเมื่ออายุ 9 วัน


การเลี้ยงปลากระทิง
ลูกปลาอายุ 10 – 40 วันให้ไรแดงเป็นอาหาร หลังจากนั้นจะเริ่มฝึกให้กินเนื้อปลานิลสับละเอียด
ปรับขนาดของเนื้อปลาสับตามขนาดของปากลูกปลา การเลี้ยงลูกปลากระทิงจะประสบปัญหาปลาป่วยเป็นโรคที่เกิดจากพยาธิภายนอก เช่นเห็บระฆัง อิพิสไทลิส การรักษาใช้ฟอร์มาลิน 25 ซีซี. ต่อน้ำ 1,000 ลิตรเป็นเวลา 3 – 5 วัน ปลาจะมีอาการดีขึ้น (ศิพร และ คณะ, 2552 )

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ขุดแมงป่องหรือแมงเงาขายสร้างรายได้งามในช่วงแล้ง


อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม เป็น 1 ใน 13 อำเภอของ จ.มหาสารคาม ที่ประสบกับปัญหาภัยแล้งทุกปี เนื่องจากสภาพพื้นที่ไม่เอื้ออำนวย ถึงแม้ว่าเกษตรกรจะปลูกพืชใช้น้ำน้อย แต่หลายพื้นที่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ชาวบ้านในหมู่บ้านหนองแก หมู่ 8 ตำบลนาสีนวล อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม จึงได้รวมกลุ่มกันหาอาชีพเสริมด้วยการขุดแมงเงา (แมงป่อง) ขายและแปรรูป


ส่วนเมนูเด็ดและทำกินง่าย ๆ ชาวบ้านนิยมนำแมงเงามาทอด โดยนำมาล้างน้ำก่อน ผึ่งแดดให้พอหมาดแล้วทอดให้กรอบ จากนั้นนำมาคลุกกับผงปรุงรส หรือโรยเกลือ กินกับข้าวเหนียว รสชาติจะแซ่บตามแบบฉบับของชาวอีสาน

นางพรม หงส์บุตรศรี กล่าวว่า ตัวเองอายุมากแล้วและไม่อยากห่างบ้านไปไกล จึงต้องหาอาชีพเสริมด้วยการขุดแมงเงา ซึ่งก็ถือว่ารายได้ดีพอสมควร เพราะแมงเงา 1 ตัวสามารถขายได้ราคาตัวละ 5 บาท หากตัวเล็กขายราคา 4 บาท แต่ถ้าเอาไปทอดก็สามารถขายได้ถึงตัวละ 7 – 8 บาท แต่ถ้าจะได้กำไรยิ่งขึ้นชาวบ้านที่นี่จะนำแมงเงาไปล้างและสับละเอียดทำห่อหมก โดยผสมเครื่องเทศ จำพวกพริก ตะไคร้ หอมแดง เพิ่มความอร่อยและเนื้อสัมผัสด้วยกล้วยดิบ โดยห่อหมกหนึ่งหมกขายราคา 20 บาท โดยแมงเงา 1 กิโลกรัม สามารถทำห่อหมกขายได้ประมาณ 1,000 บาท ต่อห่อหมก 1 ห่อ

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แมงป่องช้าง ลงทุนน้อย ตลาดรับไม่อั้น


 แมงป่องช้าง'ลงทุนน้อย-ตลาดรับไม่อั้น 
'แมงป่องช้าง' สัตว์เศรษฐกิจ ลงทุนน้อย-ตลาดรับไม่อั้น : โดย...กวินทรา ใจซื่อ

แมงป่องช้าง เป็นแมงที่คนรุ่นก่อน โดยเฉพาะในภาคอีสานนิยมนำมาบริโภค ด้วยนำมาย่างทำเป็นน้ำพริกจิ้มกินกับผัก คล้ายน้ำพริกแมงดา จากข้อมูลพบว่าแมงป่องช้างมีโปรตีนสูงจำพวกเดียวกับหนอนไหม ปัจจุบันด้วยจำนวนแมงป่องช้างในธรรมชาติที่ลดน้อยลงเนื่องจากป่าถูกทำลาย ที่เห็นวางขายตามแผงขายแมลงทอดทั้งหมด ล้วนนำเข้าจากประเทศกัมพูชา ทำให้มีราคาขายสูงถึงตัวละ 20 บาท

การลดลงของแมงป่องช้างทำให้ นายนพดล ภูมาลัย เจ้าหน้าที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จ.ขอนแก่น (ผึ้ง) ทดลองเพาะเลี้ยงแมงป่องช้างเพื่อเศรษฐกิจ โดยเริ่มต้นงานวิจัยและทดลองเลี้ยงเมื่อปี 2536 ทำให้มีข้อมูลด้านการคุ้มทุน ความน่าสนใจ หากเกษตรกรต้องการเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม


“ตลอด 20 ปีที่มีการศึกษาวิจัยการเลี้ยงแมงป่องถือเป็นสัตว์ที่เลี้ยงยาก ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงหลังผสมพันธุ์และหลังออกลูก ตัวเมียจะกินตัวผู้และกินลูกตัวเอง ทำให้อัตราการรอดเหลือไม่ถึงร้อยละ 50 ได้ผลผลิตเพียงปีละครั้ง หากมองในแง่เศรษฐกิจถือว่าเป็นการเลี้ยงที่น่าสนใจทีเดียว เพราะมีตลาดรองรับมาก และความต้องการของตลาดก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทว่า เกษตรกรต้องเอาจริงเอาจัง คิดว่าทำได้ไม่ยาก เพียงแต่ต้องอาศัยใจรักและความอดทน” นพดล แจง

โดยการเลี้ยงแมงป่องช้าง ต้องเริ่มจากรวบรวมพ่อแม่พันธุ์โดยให้สังเกตจากลำตัว ตัวผู้จะมีลักษณะเรียว หางยาวและก้ามใหญ่ แถบข้างลำตัวสีขาวอมเทา เมื่อถูกบุกรุกจะชูก้าม ชูหางข่มคู่ต่อสู้ ส่วนตัวเมียส่วนท้องจะอ้วนและโตกว่า แถบข้างลำตัวสีขาวอมเทา จะสงบเสงี่ยมเมื่อถูกรุกราน มีนิสัยหากินช่วงกลางคืน กลางวันจะหลบซ่อนตัว ชอบอากาศร้อนชื้นที่อุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส

การเลี้ยงต้องเลี้ยงในที่ร่ม ใช้บ่อปูนขนาด 80 เซนติเมตร ในบ่อให้ใส่ดินหนา 10 เซนติเมตร และใบไม้แห้ง เพื่อใช้หลบซ่อนตัวในเวลากลางวัน หลังจากให้อาหารใช้ตาข่ายปิดรอบปากบ่อรัดให้แน่น ส่วนการปล่อยพ่อแม่พันธุ์ในอัตรา 1 ต่อ 1 บ่อละ 40-50 ตัว ให้อาหารช่วงเย็นวันเว้นวัน จำพวกสัตว์เล็กๆ เช่น แมงมุม ตั๊กแตน ปลวก จิ้งหรีด ต้องมีน้ำวางไว้ในบ่อให้กินตลอด ต้องใส่ก้อนหินไว้ให้ด้วยเพื่อป้องกันแมงป่องจมน้ำ ช่วงเมษายนต้องแยกตัวเมียออกไปเลี้ยงลำพังเพื่อเตรียมออกลูก ซึ่งจะออกครั้งละ 7-29 ตัว ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของแม่

ช่วง 15 วันแรก ลูกแมงป่องจะมีสีขาว ขนยาว อาศัยบนหลังแม่ตลอด ไม่กินอาหาร ระหว่างนี้จะลอกคราบ 1 ครั้ง จากนั้นจะเริ่มลงจากหลังแม่หากินใกล้แม่ และเริ่มแยกตัวหากินลำพัง จนอายุครบ 1 เดือน ต้องแยกแม่ออกป้องกันแม่กินลูก แล้วนำลูกมาเลี้ยงอนุบาลรวมกันอายุ 8 เดือน หรือ 1 ปี จึงจะจับขายได้

“หากต้องการเลี้ยงเป็นอาชีพจะต้องมีพ่อแม่พันธุ์ 1,000 คู่ ขึ้นไป ส่วนพื้นที่เพาะเลี้ยงได้ทดลองปรับจากบ่อซีเมนต์ เป็นเพาะเลี้ยงในปี๊บ เลี้ยงได้เช่นกัน อาจทำเป็นปี๊บคอนโดซ้อนกัน ช่วยประหยัดพื้นที่ ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่น่าสนใจ เพราะตลาดมีความต้องการมาก ดูได้จากมีพ่อค้าแม่ค้าฝั่งไทยไปรับซื้อที่ตลาดโรงเกลือเพื่อนำมาขายต่อ เพราะฝั่งประเทศเพื่อนบ้านยังคงมีแมงป่องตามธรรมชาติให้จับอยู่มาก ทว่า ในบ้านเรายังไม่มีเกษตรกรเลี้ยงอย่างจริงจัง แต่หากต้องการเลี้ยงก็ไม่ยาก ลงทุนไม่มาก อาหารไม่เปลือง เป็นอาชีพที่น่าสนใจทีเดียว” นพดล กล่าว

พร้อมฝากถึงเกษตรกร ประชาชนที่สนใจศึกษาการเลี้ยงแมงป่องช้าง สอบถามรายละเอียดหรือเข้าไปดูการเลี้ยงได้ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จ.ขอนแก่น (ผึ้ง) โทร.0-4325-5066, 0-4325-5066 ได้ในวันและเวลาราชการ

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

วิธีเลี้ยงหอยหวาน


การเลี้ยงหอยหวานในประเทศไทยเริ่มมีผู้สนใจเลี้ยงกันมากขึ้น เพราะเลี้ยงง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดี ในช่วงปี 2545 - 2546 หอยหวานมีราคา 250 - 300 บาท/กิโลกรัม ในช่วง 2547 - 2548 หอยหวานมีราคาสูงมาก มีราคา 300 - 360 บาท/กิโลกรัม และในช่วงปี 2549 ถึงปัจจุบัน

หอยหวานมีราคาลดลงมาอยู่ที่ราคา 200 - 250 บาท/กิโลกรัม เพราะตลาดใหญ่อย่างประเทศจีน เริ่มมีการผลิตหอยหวานขึ้นมาบริโภคเอง ประกอบกับทางประเทศเวียดนามก็มีการเลี้ยงหอยหวานเช่นกัน สำหรับตลาดในแถบยุโรปยังไม่มีการทำตลาดกัน ส่วนตลาดภายในประเทศตามห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารทะเล ยังไม่มีหอยหวานไว้จำหน่ายต่อผู้บริโภคโดยเฉพาะ ภายในประเทศมักจะนิยมบริโภคหอยหวานที่มีขนาดใหญ่ 80 - 120 ตัว/กิโลกรัม


ลักษณะทั่วไปของหอยหวาน
     หอยหวานอาศัยอยู่บริเวณพื้นทะเลที่เป็นทรายปนโคลนที่ระดับความลึก 5 - 20 เมตร หอยหวานแพร่กระจายอยู่ทั่วไปในเขตทะเลจีนตอนใต้ตั้งแต่ไต้หวันมาจนถึงอ่าวไทยและทะเลอันดามัน หอยหวานที่แพร่กระจายอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลของอ่าวไทย มีจังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ ระนอง และสตูล สำหรับหอยหมากพบแพร่กระจายบริเวณชายฝั่งทะเลของจังหวัดสตูล และระนอง

อาหารและการกินอาหาร
     ลูกหอยหวานระยะวัยอ่อนจะกินอาหารด้วยการกรอง โดยใช้อวัยวะกรองอาหาร (Velum) พวกแพลงก์ตอน เพื่อโบกพัดน้ำทะเลเข้าสู่ช่องปากและกรองแพลงก์ตอนกินเป็นอาหาร  หอยหวานตั้งแต่ระยะลงพื้นจนโตเต็มวัย มีการดำรงชีพอยู่บนพื้นทรายในทะเล กินเนื้อเป็นอาหาร โดยหอยหวานกินซากสัตว์ที่ตายแล้วเป็นอาหาร ทั้งในสภาพสดและไม่สด หอยหวานมีต่อมน้ำลายสำหรับสร้างน้ำย่อยและส่งออกมาทางงวง เป็นการย่อยอาหารภายนอกร่างกายแล้วดูดเข้าไปภายในร่างกาย งวงสามารถยืดยาวได้ 8 - 10 เซนติเมตร ระบบทางเดินอาหารของหอยหวานประกอบด้วยปาก หลอดอาหาร กระเพาะ ลำไส้ และทรวงหนัก เป็นต้น

การสืบพันธุ์
    หอยหวานเป็นสัตว์ที่ไม่สามารถแยกเพศได้ทางลักษณะภายนอก แต่สามารถแยกเพศได้ เมื่อหอยหวานโตเต็มวัย และเมื่อหอยหวานยืดตัวออกมาจากเปลือกจะสามารถเห็นอวัยวะเพศผู้ได้ มีรูปร่างเป็นติ่ง รูปใบไม้สีเหลืองอ่อนอยู่บริเวณโคนหนวดข้างขวา สำหรับเพศเมียจะไม่ปรากฏเป็นติ่ง การผสมพันธุ์เป็นแบบภายใน ก่อนการผสมพันธุ์จะมีการจับคู่ระหว่างหอยเพศผู้และเพศเมีย หอยเพศผู้ใช้อวัยวะเพศผู้สอดเข้าไปยังช่องเปิดของเพศเมีย ไข่จะได้รับการผสมในท่อนำไข่และถูกหุ้มปลอกก่อนถูกปล่อยออกสู่ภายนอก ในรูปของฝักไข่ เพศเมียมี Pedal gland ที่บริเวณเท้าที่ทำหน้าที่ผลิตเมือกสำหรับยึดไข่ติดกับวัตถุ

การวางไข่และวิวัฒนาการของลูกหอยวัยอ่อน
    หอยหวานวางไข่เป็นฝัก ฝักไข่เป็นรูปทรงกรวยคล้ายพัด โปร่งใส ภายในฝักไข่มีไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว ฝักไข่แต่ละฝักจะยึดติดกับเม็ดทรายด้วยก้านที่ทำให้ฝักไข่อยู่ในแนวตั้งตรงเมื่ออยู่ในน้ำฝักไข่มีความยาว 2.4 - 2.5 เซนติเมตร กว้าง 0.4 - 0.9 เซนติเมตร และก้านฝักไข่ยาว 0.1 - 0.4 เซนติเมตร หอยหวานสามารถให้ฝักไข่ได้ครั้งละ 30 - 80 ฝัก ภายในฝักไข่มีไข่ที่ได้รับการผสมแล้วประมาณ 450 - 1,200 ฟองต่อฝัก ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วมีรูปร่างกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.3 - 0.4 มิลลิเมตร จะพัฒนาอยู่ในฝักไข่ โดยลูกหอยระยะวัยอ่อนจะฟักออกจากฝักไข่ประมาณ 5 - 7 วัน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.4 - 0.5 มิลลิเมตร ลูกหอยมีลักษณะคล้ายผีเสื้อ ไม่มีสี โปร่งแสง เปลือกบาง มีกลุ่มขน 2 กลุ่ม ใช้สำหรับว่ายน้ำและพัดโบกอาหาร จำพวกแพลงก์ตอนเข้าปากระยะนี้จะเริ่มเคลื่อนที่เข้าหาแสงและล่องลอยอยู่ในน้ำ

หลักเกณฑ์การค้ชัดเลือกสถานที่
    หลักเกณฑ์การคัดเลือกสถานที่ มีหลักเกณฑ์คล้ายกันกับการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำทะเลชนิดอื่นๆ มีข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับการคัดเลือกสถานที่ดังนี้

1. พื้นที่ที่เหมาะสม ควรเป็นพื้นที่ที่อยู่ติดกับทะเล อยู่ห่างจากทะเลไม่มากนัก สามารถนำน้ำทะเลมาใช้ได้สะดวกและเพียงพอ ไม่ควรอยู่ใกล้ปากแม่น้ำหรือลำคลองขนาดใหญ่ที่มีน้ำจืดไหลลงจำนวนมากในฤดูฝน เพราะอาจเกิดปัญหาความเค็มของน้ำลดลงรวดเร็ว จะมีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายของหอยหวานได้

2. ควรเป็นน้ำทะเลที่มีความใสสะอาด มีความเค็มค่อนข้างคงที่ เหมาะสมตลอดเวลา น้ำทะเลที่จะใช้ ควรมีความเค็มอยู่ในช่วง 28 - 35 พีพีที หากน้ำมีความเค็มต่ำกว่า 25 พีพีที หอยหวานอาจจะเจริญเติบโตช้าลงและหากความเค็มลดลงต่ำกว่า 20 พีพีที หอยบางส่วนจะเริ่มตายลง

3. สถานที่ที่เพาะเลี้ยงหอยหวาน ควรตั้งอยู่ไกลจากเส้นทางคมนาคมที่สามารถลำเลียงผลผลิตสู่ภัตตาคาร โรงแรม และร้านอาหารประเภทต่างๆ หากอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวก็ยิ่งดี เพราะจะได้จำหน่ายผลผลิตหอยหวานได้สะดวกยิ่งขึ้น แต่ไม่ควรตั้งอยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำเสียสกปรกหรือมลพิษต่างๆ เพราะอาจมีเชื้อโรคหรือสารพิษปนเปื้อน หอยที่เลี้ยงไว้อาจเกิดโรคต่างๆ และตายได้

4. ควรเป็นแหล่งที่มีสาธารณูปโภค รวมทั้งการคมนาคมสะดวกตามสมควร

 5. แหล่งเลี้ยงหอยหวาน ควรอยู่ใกล้แหล่งอาหารที่ใช้เลี้ยงหอยหวาน เช่น เนื้อปลา เนื้อหอยแมลงภู่ ทำให้มีอาหารให้หอยกินอย่างเพียงพอ สม่ำเสมอและต้นทุนอาหารมีราคาถูก ไม่เสียค่าขนส่งแพง

6. ควรเป็นที่อยู่ใกล้แหล่งในการจัดหาพ่อ - แม่พันธุ์ แหล่งหัวเชื้อแพลงก์ตอนพืช อุปกรณ์ซ่อมบำรุง

7. ปลอดภัยจากการขโมย ห่างไกลจากชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อความปลอดภัยทางด้านสิ่งแวดล้อม


โรงเพาะฟัก
    โรงเพาะฟักต้องมีระบบน้ำและอากาศที่ดี มีองค์ประกอบหลายอย่างที่ควรพิจารณา คือ

1. ระบบน้ำทะเล : น้ำทะเลที่ใช้จะต้องสะอาดผ่านการกรองและฆ่าเชื้อ โดยการสูบน้ำทะเลผ่านเครื่องกรองทรายและฆ่าเชื้อด้วยกรรมวิธีต่างๆ เช่น การใช้คลอรีน การใช้โอโซน หรือการใช้ UV นอกจากนี้หากพบน้ำทะเลมีตะกอนมากหรือขุ่น ควรมีบ่อพักน้ำทะเลก่อนอย่างน้อย 24 - 48 ชั่วโมง แล้วจึงมาผ่านการกรองทรายและฆ่าเชื้อต่อไป  น้ำทะเลที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วจะใช้ในการเพาะอาหารจำนวนแพลงก์ตอนพืช และใช้ในการอนุบาลลูกหอยหวาน ส่วนน้ำทะเลที่ผ่านการกรองสามารถใช้ถ่ายเทในบ่อเลี้ยงพ่อ - แม่พันธุ์ได้เลย

2. ระบบอากาศ : ใช้เครื่องเป่าอากาศที่มีกำลังพอ สำหรับใช้ในโรงเพาะฟักลูกหอยและการเพาะสาหร่ายที่เป็นอาหารของลูกหอย

3. โรงเพาะแพลงก์ตอน : เป็นส่วนประกอบของโรงเพาะฟักลูกหอยหวาน มีความสำคัญมากในการอนุบาลลูกหอยหวานระยะวัยอ่อน เพราะลูกหอยวัยอ่อนเป็นสัตว์ประเภทกรองกินอาหารจากน้ำทะเลตลอดเวลา

อาหารลูกหอยหวานวัยอ่อน
    อาหารลูกหอยหวานระยะวัยอ่อน ได้แก่ สาหร่ายสีน้ำตาลแกมทอง(Isochrysis galbana) สาหร่ายเซลล์เดียวสีเขียว(Teteaselmis sp.) และไดอะตอม (Chaetoceros calcitrans) ปริมาณอาหารที่ให้จึงต้องคำนวณให้ได้ 20,000 - 30,000 เซลล์ของสาหร่าย/ซีซี

การเลี้ยงพ่อ - แม่พันธุ์หอยหวาน            
    พ่อ - แม่พันธุ์หอยหวานจะต้องมีขนาดใหญ่ ความยาวเปลือกไม่น้อยกว่า 4.5 เซนติเมตร น้ำหนักตัวประมาณ 30 กรัมขึ้นไป หอยหวานมีการสืบพันธุ์ตลอดทั้งปี ฤดูกาลวางไข่สูงที่สุดอยู่ในช่วง เดือนมีนาคม - พฤษภาคม

บ่อเลี้ยงพ่อ แม่พันธุ์หอยหวาน
    จะเป็นบ่อซีเมนต์หรือบ่อผ้าใบ หรือถังไฟเบอร์กลาสก็ได้ อาจเป็นทรงกลมหรือทรงสี่เหลี่ยมขึ้นอยู่กับวัสดุอุปกรณ์และสถานที่นั้นๆ เช่น บ่อซีเมนต์ขนาด กว้าง x ยาว x สูง เป็น2.5 x 10 x 1 เมตร มีน้ำสูง 0.5 เมตร จัดระบบอากาศ ระบบน้ำ มีการระบายน้ำให้ไหลช้าๆ พื้นทรายเป็นทรายหยาบหรือมีเศษปะการังร่วมด้วยก็ได้ หนาประมาณ 10 เซนติเมตร อาจจัดพื้นทรายเป็นที่กรองน้ำ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับการลงทุน ทำการลดน้ำและทำความสะอาดพื้นทรายทุกๆ 7 วัน ให้อาหารพวกปลาข้างเหลืองที่ตัดเอากระเพาะอาหารออกและบั้งเป็นริ้วๆ 2 - 3 แถว ให้กินจนเพียงพอ อัตราความหนาแน่นประมาณ 50 ตัว ต่อตารางเมตร อัตราส่วนเพศผู้ต่อเพศเมียเป็น 1 : 1 เมื่อหอยวางไข่จะวางติดกับพื้นทราย ทำการเก็บรวบรวมฝักไข่ใส่ในตะกร้าพลาสติกลอยน้ำเพื่อนำไปอนุบาลในถังอนุบาลต่อไป

การอนุบาลลูกหอยหวานระยะวัยอ่อน
    นำฝักไข่มาใส่ตะกร้าพลาสติกลอยน้ำในถังฟักไข่ที่มีขนาด 1 ลูกบาศก์เมตร ในบ่อซีเมนต์ทรงเหลี่ยมหรือทรงกลม เป็นบ่อไฟเบอร์กลาส บ่อผ้าใบ หรือบ่อพลาสติก ใส่น้ำลึกประมาณ 0.5 - 0.8 เมตร พร้อมหัวแอร์ให้อากาศไม่แรงเกินไปให้ทั่วถึงทั้งบ่อ แล้วแต่ขนาดบ่อกับการปฏิบัติงาน ที่มีขนาด 2 ลูกบาศก์เมตร เมื่อลูกหอยหาานฟักตัวอยุ่ในฝักไข่ประมาณ 5 - 7 วัน ก็พัฒนาตัวอ่อนจาก Trocophore Larvae เข้าสู่ระยะวัยอ่อน Veliger Larvae ที่มีลักษณะคล้ายผีเสื้อ ตัวอ่อนระยะนี้จะออกจากฝักไข่ ล่องลอยไปกับน้ำทำการรวบรวมหรือปรับปริมาตรความหนาแน่นของลูกหอยในถังอนุบาลให้มีปริมาตรความหนาแน่นของลูกหอยหวานอ่อนที่เหมาะสม คือ มีความหนาแน่นประมาณ 400 - 500 ตัวต่อลิตร สามาารถรวบรวมลูกหอยที่ลงพื้นได้ตั้งแต่ 17 วันขึ้นไป การให้อาหารแพลงก์ตอนพืชให้ได้ตั้งแต่แรกที่ลูกหอยระยะวัยอ่อนออกจากฝักไข่

       การให้อาหารจำพวกแพลงก์ตอนพืชจะให้ในอัตราความหนาแน่นประมาณ 20,000 - 30,000 เซลล์ต่อมิลลิเมตร เมื่ออนุบาลได้ 10 วันขึ้นไปหลังจากออกจากฝักไข่สามารถที่จะเสริมตัวอ่อนไรน้ำเค็มที่แช่เย็นด้วยน้ำแข้งประมาณ 10 นาที จะทำให้อัตราการลงพื้นของลูกหอยหวานระยะวัยอ่อนมีอัตราการรอดตายสูงขึ้น ทั้งนี้ลูกหอยหวานระยะวัยอ่อนตั้งแต่ 10 วันขึ้นไป หลังจากออกจากฝักไข่จะเริ่มมีพฤติกรรมลงพื้น สามารถกินเนื้อปลาข้างเหลืองบดละเอียดได้ และยังสามารถว่ายน้ำได้ด้วย ถ้ามีอาหารเพียงพอจะทำให้ลูกหอยหวานลงพื้นมีความแข้งแรงและลดอัตราการตายลง

การอนุบาลลลูกหอยหวานระยะลงพื้น
    เมื่อลูกหอยหวานระยะวัยอ่อน (veliger larvae) พัฒนาตัวเข้าสู่ลูกหอยหวานระยะลงพื้น (setted juvenile) ลูกหอยหวานระยะนี้จะมีรูปร่างเหมือนพ่อแม่พันธุ์สามารถคลานและกินเนื้อเป็นอาหาร ลูกหอยระยะนี้จะมีขนาด 0.2 - 0.3 เซนติเมตร ทำการเก็บรวบรวมลูกหอยไปเลี้ยงในบ่ออนุบาล เป็นต้น ที่มีขนาดปริมาตรตั้งแต่ 0.5 ลูกบาศก์เมตรขึ้นไป ใส่น้ำสูงประมาณ 30 - 50 เซนติเมตร ที่พิ้นที่จะปูด้วยทรายละเอียดขนาดประมาณ 0.5 เซนติเมตร จัดระบบน้ำให้ไหลช้าตลอดเวลามีระบบอากาศ บริเวณขอบบ่อหรือถังจะบุด้วยแผ่นสก๊อตไบรท์หรือวัสดุอื่นๆ ป้องกันการคลานขึ้นมาตายได้ นอกนี้อาจใช้ระบบการฉีดน้ำเป็นฝอยบริเวณผนังบ่อก็ได้ อัตราความหนาแน่นของลูกหอยหวานในระยะนี้ประมาณ 3,000 ตัวขึ้นไป ขึ้นอยู่กับระบบการจัดการในการอนุบาล ให้อาหารจำพวกปลาข้างเหลือง ให้กินจนเพียงพอทุกวัน การกินอาหารลูกหอยหวานระยะนี้จะกินกันเป็นกลุ่ม กระจายจนทั่วอาหาร ให้อาหารกินทุกวันๆ ละ 1 ครั้ง ก่อนให้อาหารใหม่ควรเก็บเศษอาหารเก่าออกก่อน ทำการระบายน้ำช้าๆ อยู่ตลอดเพื่อป้องกันน้ำเน่าเสีย ใช้ระยะเวลาในการอนุบาลระยะนี้ประมาณ 30 วัน จะได้ลูกหอยหวานขนาด 1 - 1.5 เซนติเมตร จึงนำลูกหอยไปสู่ระบบการเลี้ยงหอยเนื้อต่อไป

การเลี้ยงหอยหวาน
    ลูกหอยหวานขนาด 1 - 1.5 เซนติเมตร นับว่ามีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี เหมาะสมที่จะนำไปเลี้ยงต่อจนถึงขนาดที่ตลาดต้องการรูปแบบการเลี้ยงหอยหวานในปัจจุบันมี 2 วิธี คือการเลี้ยงบนบกและการเลี้ยงในทะเล การเลี้ยงบนบกส่วนใหญ่จะเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ มีหลายขนาดขึ้นอยู่กับการจัดการในการเลี้ยง การเลี้ยงในบ่อดินและการเลี้ยงในกระชังในบ่อดิน การเลี้ยงในบ่อผ้าใบขนาด 6 x 8 เมตร มีหลังคาคลุมและการเลี้ยงในทะเลเป็นการเลี้ยงในคอก การเลี้ยงในกระชังลอยในทะเลขนาดของคอกและกระชังขึ้นอยู่กับความเมหาะสมของพื้นที่และการจัดการ

ขนาดและอัตราการปล่อย
    ขนาดของลูกหอยหวานที่เหมาะสมจะนำไปเลี้ยงนั้น ควรมีความยาวเปลือก 1 เซนติเมตรขึ้นไป หากนำลูกหอยขนาดดังกล่าวไปเลี้ยงก็จะมีอัตราการรอดตายค่อนข้างสูง อัตราการปล่อยลูกหอยขนาด 1.0 - 1.5 เซนติเมตร ควรปล่อยประมาณ 300 - 500 ตัวต่อพื้นที่บ่อ 1 ตารางเมตร

อาหารและการให้อาหาร
    อาหารของการเลี้ยงหอยหวานเป็นพวกเนื้อปลา เนื้อหอยแมลงภู่ เนื้อหอยกะพง ปู รวมทั้งอาหารสำเร็จรูป และอาหารผสมอื่นๆ การให้อาหารนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารที่ให้และขนาดของหอยหวานโดยมากมักแล่ปลาหรือสับปลาเป็นชิ้นตามขนาดของหอยที่เลี้ยง หากเป็นหอยแมลงภู่จะใช้หอยขยาดความยาวเปลือกไม่เกิน 3 เซนติเมตร หรือเรียกว่า หอยเป็ด เพราะมีราคาถูก โดยจะใช้มีดผ่าหอยทั้งเปลือกให้ฝาแบะออกจากกัน ปริมาณอาหารที่ให้กรณีเป็นเนื้อปลา ควรให้ 2 - 10 % ของน้ำหนักหอยหวานทั้งหมดที่เลี้ยง และต้องหมั่นปรับปริมาณอาหารเป็นประจำเพื่อป้องกันอาหารเหลือหรือไม่เพียงพอ ปกติจะให้อาหารแก่หอยวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเวลาเดียวกันทุกวัน โดยให้ครั้งละ 2 - 3 ชั่วโมง หลังให้อาหารแล้วเก็บอาหารส่วนที่เหลืออออกให้หมด




การดูแลรักษา
    การเลี้ยงหอยหวานด้วยความหนาแน่นมาก มักจะมีเศษอาหารเหลือซึ่งเมื่อระบายน้ำที่มีสารอินทรีย์เหล่านี้ลงในทะเลก็มักเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จึงไม่มีผลต่อสภาพแวดล้อมในทะเลแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามผู้เลี้ยงจะต้องหมั่นทำความสะอาดทรายรองพื้นหรือบ่อเลี้ยงเป็นประจำ 3 วันครั้ง หรือสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของน้ำที่ใช้เลี้ยงและสภาพพื้นทรายว่ามีสีดำและสกปรกมากหรือไม่เพียงใด หากพื้นทรายที่ใช้เลี้ยงเป็นคราบสีดำแผ่กว้างออกมากขึ้น จำเป็นต้องจัดการทำความสะอาดทรายที่รองพื้นดังกล่าว หรืออาจสอบระบบน้ำและระบบลม รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงความเค็มของน้ำในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

       การตรวจสอบการเจริญเติบโตของหอยหวานในบ่อที่เลี้ยง ควรทำอย่างน้อยเดือนละ 1 - 2 ครั้ง รวมทั้งการรวบรวมข้อสังเกตต่างๆ ของผู้เลี้ยง นำมาวิเคราะห์พิจารณาปัญหา สาเหตุ และแนวทางแก้ไขจะช่วยให้การเลี้ยงมีการพัฒนาและประสบผลสำเร็จมากขึ้น


วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สูตรพันธุ์ปลาซิวหางกรรไกร เพื่อเชิงการค้า



วิธีเลี้ยงปลาซิวหางกรรไกร เชิงการค้า
การเพาะพันธุ์ปลาซิวข้างขวานเล็ก ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดตรัง ได้พัฒนาการเพาะพันธุ์ปลาซิวข้างขวานเล็กได้สำเร็จ โดยเน้นการเพาะพันธุ์วิธีเลียนแบบธรรมชาติ และสามารถอนุบาลลูกปลาซิวข้างขวานเล็กโดยการ ใช้อาหารธรรมชาติมีชีวิตและอาหารสำเร็จรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งมีวิธีการดำเนินการ ดังนี้ ได้พัฒนาการเพาะพันธุ์ปลาซิวข้างขวานเล็กได้ สำเร็จ โดยเน้นการเพาะพันธุ์วิธีเลียนแบบธรรมชาติ และสามารถอนุบาลลูกปลาซิวข้างขวานเล็กโดยการ ใช้อาหารธรรมชาติมีชีวิตและอาหารสำเร็จรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งมีวิธีการดำเนินการ ดังนี้

1. การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
พ่อแม่พันธุ์ปลาซิวข้างขวานเล็กที่ดีควรมีลักษณะ การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์  พ่อแม่พันธุ์ปลาซิวข้างขวานเล็กที่ดีควรมีลักษณะ
1.1 ควรเป็นปลาวัยเจริญพันธุ์ เพศผู้ รูปร่างปราดเปรียว บริเวณสามเหลี่ยมตรงกลางลำตัว มีสีเข้มเด่นชัด
      คล้ายด้ามขวาน เพเมียลำตัวสั้นป้อม มีท้องอูมเป่ง ควรเป็นปลาวัยเจริญพันธุ์ เพศผู้ รูปร่างปราด               เปรียวบริเวณสามเหลี่ยมตรงกลางลำตัว มีสีเข้มเด่นชัดคล้ายด้ามขวาน เพเมียลำตัวสั้นป้อม
      มีท้องอูมเป่ง
1.2 พ่อแม่พันธุ์ควรมีน้ำหนักอยู่ในช่วง 0.30-0.60 กรัม พ่อแม่พันธุ์ควรมีน้ำหนักอยู่ในช่วง 0.30-0.60 กรัม
1.3 ตามลำตัวไม่ควรมีบาดแผล เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อและลุกลามถึงตายในที่สุด ตามลำตัวไม่
      ควรมีบาดแผล เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อและลุกลามถึงตายในที่สุด

2. การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์

ลูกปลาซิวข้างขวานเล็กสามารถแยกเพศได้เมื่ออายุ 3-4 เดือน การ เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ เลี้ยงแยกเพศคนละบ่อเพื่อป้องกันปลาผสมพันธุ์กันเองภายในบ่อ เลี้ยงใน
ตู้กระจกหรือ บ่อซีเมนต์ ใช้ระบบน้ำหมุนเวียน บ่อพ่อแม่พันธุ์จะใส่พรรณไม้น้ำและรากไม้เพื่อให้เหมือนสภาพตาม ธรรมชาติที่ปลาอาศัยอยู่ ให้ไรแดง หรืออาหารเม็ดสำเร็จรูปปลาสวยงาม เป็นอาหาร วันละ 2 ครั้ง การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ ลูกปลาซิวข้างขวานเล็กสามารถแยกเพศได้เมื่ออายุ 3-4 เดือน การ เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ เลี้ยงแยกเพศคนละบ่อเพื่อป้องกันปลาผสมพันธุ์กันเองภายในบ่อ เลี้ยงในตู้กระจกหรือ บ่อซีเมนต์ ใช้ระบบน้ำหมุนเวียน บ่อพ่อแม่พันธุ์จะใส่พรรณไม้น้ำและรากไม้เพื่อให้เหมือนสภาพตาม ธรรมชาติที่ปลาอาศัยอยู่ ให้ไรแดง หรืออาหารเม็ดสำเร็จรูปปลาสวยงาม เป็นอาหาร วันละ 2 ครั้ง

การเพาะพันธุ์ปลาซิวข้างขวานเล็ก มี 2 วิธี
1. การเพาะพันธุ์ในตู้กระจก ใช้ตู้กระจก ขนาด 45x90x45 เซนติเมตร ระดับน้ำลึก 35 เซนติเมตร ใช้ระบบน้ำหมุนเวียน โดยจัดวัสดุให้เหมือนสภาพธรรมชาติ ใส่หินเกร็ดล้างน้ำให้สะอาดแล้ว ปลูกพรรณไม้น้ำในตู้ให้มีจำนวนเหมาะสม ใส่พ่อแม่พันธุ์อัตราส่วน 1:1 ตัวผู้ 3 ตัว ตัวเมีย 3 ตัว ให้ไรแดง เป็นอาหาร วันละ 2 ครั้ง โดยปลาจะวางไข่ติดพรรณไม้น้ำหรือตามหินเกร็ด

หลังจากนั้นทำการนำพ่อแม่ พันธุ์ออก เพื่อป้องกัน พ่อแม่พันธุ์กินไข่หรือลูกตัวอ่อน ปกติการผสมพันธุ์จะมีขึ้นในช่วงเช้าประมาณ 08.00 – 12.00น. ของทุกวัน ไข่จะหลุดออกจากรังไข่ ประมาณ 2-10 ฟอง แม่พันธุ์ตัวหนึ่งจะวางไข่ 15-20 ครั้ง การเพาะพันธุ์ในตู้กระจก ใช้ตู้กระจก ขนาด 45x90x45 เซนติเมตร ระดับน้ำลึก 35 เซนติเมตร ใช้ระบบน้ำหมุนเวียน โดยจัดวัสดุให้เหมือนสภาพธรรมชาติ ใส่หินเกร็ดล้างน้ำให้สะอาดแล้ว ปลูกพรรณไม้น้ำในตู้ให้มีจำนวนเหมาะสม

ใส่พ่อแม่พันธุ์อัตราส่วน 1:1 ตัวผู้ 3 ตัว ตัวเมีย 3 ตัว ให้ไรแดง เป็นอาหาร วันละ 2 ครั้ง โดยปลาจะวางไข่ติดพรรณไม้น้ำหรือตามหินเกร็ด หลังจากนั้นทำการนำพ่อแม่ พันธุ์ออก เพื่อป้องกัน พ่อแม่พันธุ์กินไข่หรือลูกตัวอ่อน ปกติการผสมพันธุ์จะมีขึ้นในช่วงเช้าประมาณ 08.00 – 12.00น. ของทุกวัน ไข่จะหลุดออกจากรังไข่ ประมาณ 2-10 ฟอง แม่พันธุ์ตัวหนึ่งจะวางไข่ 15-20 ครั้ง

2. การเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์ ใช้บ่อซีเมนต์ขนาด 1x2x1 ตารางเมตร ระดับน้ำลึก 50 เซนติเมตร ใส่พ่อแม่พันธุ์อัตราส่วน 1:1 ตัวผู้ 10 ตัว ตัวเมีย 10 ตัว การเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์ ใช้บ่อซีเมนต์ขนาด 1x2x1 ตารางเมตร ระดับน้ำลึก 50 เซนติเมตร ใส่พ่อแม่พันธุ์อัตราส่วน 1:1 ตัวผู้ 10 ตัว ตัวเมีย 10 ตัว

ความดกของไข่ ปลาซิวข้างขวานเล็กเป็นปลาที่มีรังไข่แบบ 2 พู ปลาซิวข้างขวานเล็กที่มี ขนาดความยาว 2.5 เซนติเมตร น้ำหนัก 0.34 กรัม มีน้ำหนักรังไข่ 0.71 กรัม และมีจำนวนไข่ประมาณ 594 ฟอง และปลาที่มีความยาว 3.4.เซนติเมตร น้ำหนัก 0.52 กรัม มีน้ำหนักรังไข่ 0.93 กรัม คิดเป็นไข่ ประมาณ 685 ฟอง



การอนุบาลปลาซิวข้างขวานเล็ก
การอนุบาลลูกปลาซิวข้างขวานเล็ก หลังจากถุงไข่แดงยุบ มี 2 รูปแบบ 2 รูปแบบ
1) การอนุบาลในตู้กระจก การอนุบาลในตู้กระจก
2) การอนุบาลในบ่อซีเมนต์ ขนาดเล็ก การอนุบาลในบ่อซีเมนต์ ขนาดเล็ก
1. การอนุบาลในตู้กระจก อัตราปล่อย 500 ตัวต่อตู้ ให้ลูกปลากินโรติเฟอร์ 3 วัน หลังจาก นั้นให้กินอาร์ทีเมีย 7-10 วัน แล้วให้กินไรแดงตลอด เลี้ยงเป็นระยะเวลา 1 เดือน จะได้ลูกปลาขนาด 1.5 เซนติเมตร การอนุบาลในตู้กระจก อัตราปล่อย 500 ตัวต่อตู้ ให้ลูกปลากินโรติเฟอร์ 3 วัน หลังจาก นั้นให้กินอาร์ทีเมีย 7-10 วัน แล้วให้กินไรแดงตลอด เลี้ยงเป็นระยะเวลา 1 เดือน จะได้ลูกปลาขนาด 1.5 เซนติเมตร
2. การอนุบาลในบ่อซีเมนต์ขนาดเล็ก อัตราปล่อย 1,000 ตัวต่อบ่อ การอนุบาลในบ่อซีเมนต์ขนาดเล็ก อัตราปล่อย 1,000 ตัวต่อบ่อ


การเลี้ยงปลาซิวข้างขวานเล็ก เมื่ออนุบาลลูกปลาซิวข้างขวานเล็กจนได้ขนาด 1.5 เซนติเมตร ก็ดำเนินการเลี้ยงต่อจนได้ขนาด 2.5-3.0 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดต้องการ การเลี้ยงปลาซิวข้างขวานเล็ก มี 2 รูปแบบ 1.5 เซนติเมตร ก็ดำเนินการเลี้ยงต่อจนได้ขนาด 2.5-3.0 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดต้องการ การเลี้ยงปลาซิวข้างขวานเล็ก มี 2 รูปแบบ 1.) การเลี้ยงในตู้กระจก อัตราปล่อย 200 ตัวต่อตารางเมตร ให้ไรแดง หรืออาหารผงสำเร็จรูปเป็น อาหาร การเลี้ยงในตู้กระจก อัตราปล่อย 200 ตัวต่อตารางเมตร ให้ไรแดง หรืออาหารผงสำเร็จรูปเป็น อาหาร
2.) การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ขนาดเล็ก อัตราปล่อย 500 ตัวต่อตารางเมตร การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ขนาดเล็ก อัตราปล่อย 500 ตัวต่อตารางเมตร








ขั้นตอนการเลี้ยงปลาซิว
1.เตรียมบ่อเลี้ยงขนาดบ่อ 2x4 เมตร ลึก 1 เมตร (เป็นบ่อปูนหรือบ่อพลาสติกก็ได้)
2.หลังจากเตรียมบ่อแล้วให้ทำการเปิด น้ำเข้าบ่อสูง 80 เซนติเมตร และนำท่อนกล้วยลงแช่ในบ่อเพื่อดูดซับกลิ่นปูนแลกลิ่นเคมีจากพลาสติก แช่นาน 1 สัปดาห์
3.นำปลาซิวลงบ่อเลี้ยงประมาณ 10 กิโลกรัม
4.อาหารให้รำอ่อน วันละ 1 ครั้ง
5.ระบบการถ่ายน้ำให้ทำการถ่ายน้ำโดย การเปิดก๊อกน้ำใส่บ่อและทำตัวจุกระบายน้ำออกจากบ่อที่ก้นบ่อด้วย และนำมุ้งเขียวกันไว้ไม่ให้ปลาหลุดออกจากบ่อตามท่อระบายน้ำ(ให้ทำการถ่ายน้ำปีละ 1 ครั้ง)
6.ปรับปรุงสภาพน้ำโดยใส่น้ำหมักฮอร์โมนแม่ ½ ลิตร ต่อ เดือน
7.อาหารเสริมสามารถนำปลวกมาสับให้ละเอียดเพื่อนำไปเป็นอาหารเสริมเพิ่มโปรตีนให้ปลาซิวได้ เลี้ยงไว้ 2-3 เดือนสามารถจับขายหรือกินได้ การจำหน่ายราคากิโลกรัมละ 100 บาท

โรคและการป้องกันโรค 
1.โรคแผลตามลำตัว 
-สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
-อาการ เกล็ดจะพองและตกเลือดสีแดงตามลำตัว
-การป้องกัน ใช้ยาต้านจุลชีพ ชนิดซัลฟาไตรเมทโทรพริม ในอัตราส่วน 1-2 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร
-แช่ปลานาน 2-3 วัน โรคแผลตามลำตัว
-สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
-อาการ เกล็ดจะพองและตกเลือดสีแดงตามลำตัว
-การป้องกัน ใช้ยาต้านจุลชีพ ชนิดซัลฟาไตรเมทโทรพริม ในอัตราส่วน 1-2 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร
-แช่ปลานาน 2-3 วัน 1-2 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร
-แช่ปลานาน 2-3 วัน 2-3 วัน

2.โรคครีบกร่อน หางกร่อน
-สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
-อาการ ตามโคนหางจะเป็นแผล แล้วค่อยๆลามเข้าไป จนทำให้ครีบมีขนาดเล็กลงบางครั้ง
 ครีบกร่อนไป จนหมด
-การป้องกัน ใช้ยาต้านจุลชีพ ชนิดซัลฟาไตรเมทโทรพริม ในอัตราส่วน 1-2 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร
-แช่ปลานาน 2-3 วัน โรคครีบกร่อน หางกร่อน
-สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
-อาการ ตามโคนหางจะเป็นแผล แล้วค่อยๆลามเข้าไป จนทำให้ครีบมีขนาดเล็กลงบางครั้ง
 ครีบกร่อนไป จนหมด
-การป้องกัน ใช้ยาต้านจุลชีพ ชนิดซัลฟาไตรเมทโทรพริม ในอัตราส่วน 1-2 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร
-แช่ปลานาน 2-3 วัน 1-2 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร
-แช่ปลานาน 2-3 วัน 2-3 วัน
-ปลาซิวในบ่อพลาสติก รายได้ดี

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เมนูไก่ใต้น้ำ



   *เมนูไก่ใต้น้ำ*   

* ส่วนผสมและเครื่องปรุง*
- สะโพกไก่ + อก (หรือไก่ส่วนอื่นที่ชอบ) รวมกัน น้ำหนักประมาณ 1 กก.
- กระเทียมไทย 2-3 หัว
- หอมแดง 5 หัว
- ตะไคร้อ่อน ๆ 6 ต้น
- ข่ากลางแก่กลางอ่อน (แต่วันนี้มีแต่แบบแก่ๆ) 2 ก้อน (ก้อนขนาดเท่าหัวแม่มือ)
- พริกขี้หนูสดเม็ดใหญ่สีแดง 15-25 เม็ด
- พริกขี้หนูแห้งคั่วป่น 2-4 ชช.
- ใบมะกรูดไม่แก่ไม่อ่อน 20 ใบ
- เกลือป่น
- น้ำปลา
- น้ำตาลทราย


 วิธีทำ ไก่ใต้น้ำ 

เริ่มต้นด้วยการทำเครื่องแกงจัดเตรียมไว้ ขั้นตอนการทำเครื่องหมักไก่ เริ่มต้นด้วยการโขลกพริกแห้ง  ข่า ตะไคร้ กระเทียม ใบมะกรูด และ เกลือ โขลกทุกอย่างพอหยาบๆแล้วค่อยใส่หอมแดงลงไปโขลกต่อ ตามด้วยพริกไทยโขลกต่อไปอีกเล็กน้อยก็พอ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการจัดเตรียมเครื่อง จากนั้นเอาไก่ที่เตรียมไว้มาสับให้เป็นชิ้นๆพอดีสวย ก่อนจะนำเครื่องที่โขลกเตรียมไว้มาใส่ลงไป

ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย ซีอิ้วขาว ซอสปรุงรส เกลือ พริกไทย และน้ำตาลเล็กน้อย แล้วคลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากันดี ก่อนจะหมักทิ้งไว้ประมาณ1ชั่วโมง แล้วนำไปใส่หม้อก่อนจะนำไปตั้งด้วยไฟขนาดกลางๆ ก่อนจะปิดปากหม้อด้วยถาดหรือภาชะนะที่ใส่น้ำร้อนได้ปิดปากหม้อไว้ด้านบนสุด ไอน้ำจากภาชะนะที่ใช้ปิดปากหม้อ จะค่อยๆถูกดูดลงไปสู้ด้านล่างเพื่อทำให้ไก่สุก

นึ่งทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วค่อยเปลี่ยนน้ำในถาดที่ปิดปากหม้อด้านบนทิ้ง แล้วค่อยเติมน้ำใหม่ลงไป ก่อนจะนำไปปิดแล้วนึ่งต่อไปอีกประมาณ15นาที ก็จะได้ไก่ใต้น้ำสุกพอดีพร้อมเสริฟ คู่กับน้ำจิ๊มแจ่วจะเข้ากันดีที่สุด

สัดส่วน 
ไก่สับประมาณ 5 ขีด ใส่เครื่องปรุงรสประมาณอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ และเครื่องแกงที่โขลกเตรียมไว้ทั้งหมดหรือประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ

# ภาชะนะที่ใช้นึ่งควรเป็นหม้อนึ่งข้าวเหนียว ที่ชาวอีสานชอบใช้จะเหมาะที่สุด #

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สูตรการทําไส้กรอกเปรี้ยวและแหนม


  การทําไส้กรอกเปรี้ยวและแหนม 

โดย อ.ปิยะรัชช์  กุลเมธี 
   
ไส้กรอกเปรี้ยว และแหนมเป็นอาหารหมักจากหมู  ซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองของไทยทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  แต่ก็นิยมรับประทานทั่วไป  จัดเป็น true fermented meat  การหมักเป็นแบบ natural fermentation  จุลินทรียนที่สําคัญที่ทําให้การหมักดําเนินไปได้คือ lactic acid bacteria

การหมักไส้กรอกเปรี้ยวนิยมใช้หมูสับปนมัน  ส่วนแหนมจะนิยมใช้เนื้อหมูหั่นผสมกับหนังหมู  โดยเนื้อหมู
ไม่นํามาล้างน้ำก่อนเนื่องจากเนื้อจะดูดซึมน้ำทําให้มีความชื้นสูงและอาจเน่าเสียหายระหว่างการหมัก
มื่อผสมวัตถุดิบต่างๆเข้าที่แล้ว   ในการทําไส้กรอกเปรี้ยวจะยัดในไส้หมูที่ล้างสะอาด

แล้วมัดด้วยเชือกเป็นข้อๆ เพื่อสะดวกในการรับประทาน   ส่วนแหนมจะห่อส่วนผสมด้วยใบตองหรือถุงพลาสติก   โดยสภาวะที่ไม่มีอากาศเพื่อให้เกิดการหมัก  เมื่อหมักนานขึ้นจะมีรสเปรี้ยวมากขึ้นเนื่องจากการสะสมของแลคติกที่จุลินทรีย์ผลิตออกมาในช่วงแรก  เช่น พวก Lactobacillus , พวก Pediococcus ได้แก่  Pendiococcus sereviseae  และ        จุลินทรีย์ในช่วงระยะหลัง เช่น Lactobacillus เช่น Lactobacillus plantarum ,  Lactobacillus brevis

ระยะเวลาที่มีรสเปรี้ยวจะขึ้นอยู่กับวิธีการทํา  อุณหภูมิของการเก็บ  อัตราการสลายตัวของเนื้อหมู
ส่วนใหญ่ใช้เวลาหมักประมาณ 3-4 วัน  และจะมี pH ประมาณ 4.5-5.5

วัตถุประสงค์   เพื่อให้รู้จัก และมีทักษะในการทําผลิตภัณฑ์ไส้กรอก  และ แหนม

*---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------*

 วัตถุดิบและอุปกรณ์ 

สูตรไส้กรอกอีสาน
1.  เนื้อหมูปนมันสับ                     1       กิโลกรัม
2.  ข้าวเจ้าสุกบดพอละเอียด      ½       ถ้วยเล็ก (70 ก.)
3.  เกลือป่น                                 10     กรัม
4.  กระเทียมแกะเปลือก             70      กรัม
5.  พริกไทยเม็ดบด                    0.5     กรัม
6.  Potassium nitrate                  0.2    กรัม   (ดินประสิว)
7.  ไส้หมู
8.  ถุงมือ
9.  อุปกรณ์เครื่องครัว
10. เครื่องชั่ง
11. pH meter

วิธีทำใส้กรอก
1.   ล้างไส้หมูให้สะอาด  ประมาณ 6-7 น้ํา  และลอกไขมันที่ติดอยู่ออกให้หมด
2.   เตรียมกระเทียมป่นให้ละเอียด  ข้าวเจ้านึ่งสุกและเย็น  ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน
3.   กรอกใส่เข้าไปในไส้หมู
4.   เมื่อเต็มแล้ว หรืออาจมีฟองอากาศ ใช้ไม่จิ้มให้ลมออก  จากนั้นมัดเป็นข้อๆ ด้วยเชือก
5.  นํามาล้างน้ําให้สะอาดอีกครั้ง  จากนั้นนําไปแขวนผึ่งลมจนแห้ง  หมักไว้ประมาณ 2 วันจึงเริ่มรับ

     ประทานได้   3-4 วันจึงจะเริ่มเปรี้ยว แล้วแต่สภาวะแวดล้อม

*---------------------------------------------------------------------------------------------------------*


สูตรการทำแหนมหมู
1.  หมูเนื้อแดงสับ                1          กิโลกรัม
2.  หนังหมู                           300      กรัม
3.  เกลือป่น                          30-40  กรัม
4.  กระเทียมแกะเปลือก       30        กรัม
5.  ข้าวเหนียวนึ่ง                  70        กรัม
6.Potassium nitrate                0.2     กรัม (ดินประสิว)
7.  พริกไทยเม็ดบด               0.5      กรัม
8.  พริกขี้หนู
9.  ถุงพลาสติก

 วิธีทําแหนม 
1.  นําเนื้อหมูไม่ปนมันมาสับ และบดละเอียดเพื่อให้ความชื้นในเนื้อหมูลดลง  และอาจซับด้วยผ้า
     ให้แห้งและสะอาดหลายๆ ครั้ง
2.  เติม Potassium nitrate   เพื่อช่วยในการรักษาสีของเนื้อหมู    และใส่ส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
3.  เตรียมหนังหมูมาต้มจนเดือดนานประมาณ 10-15 นาที  นํามาสับเป็นชิ้นเล็กๆ  ใส่ในส่วนผสม
4.  นํามาหอในถุงพลาสติกให้มีขนาด 1x2.5 นิ้ว  พร้อมทั้งใส่พริกขี้หนูสดลงไปห่อละ 1-2 เม็ด
     เพื่อให้ดู  น่ารับประทาน  จากนั้นห่อทับด้วยใบตอง 3-5 ชั้น  รัดให้แน่นด้วยยางเพื่อจํากัดอากาศ
5.  หมักที่อุณหภูมิห้อง 3-5 วัน  จึงเริ่มรับประทานได้

ที่มาวีดีโอ : เกษตรศาสตร์นำไทย

วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ข้าวโพดสีแดง พันธุ์ใหม่ Siam Ruby Queen หรือราชินีทับทิมสยาม


วงการปรับปรุงพันธุ์พืชของไทยก้าวหน้าไปอีกขั้น สามารถพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดหวานพิเศษให้มีสีแดงได้เป็นครั้งแรกของโลก เป็นผลงานของ ดร.ทวีศักดิ์ ภู่หลำ อดีตอาจารย์ภาควิชาพืชไร่ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ที่ผันตัวเองเป็นเจ้าของบริษัท สวีทซีดส์ จำกัด มากว่า 20 ปี  ได้ทำการ วิจัยข้าวโพดจนค้นพบยีนสร้างสีแดง เข้มสวยในข้าวโพดข้าวเหนียว และมีลักษณะการสืบทอดทางพันธุกรรมที่มีเอกลักษณ์พิเศษ ส่งผลให้เกิดไอเดียที่จะทดลองนำมาทำเป็นข้าวโพดหวานพิเศษสีแดง เพื่อเพิ่มตัวเลือกที่มีคุณค่าทางอาหาร และสุขภาพให้แก่ผู้บริโภค เพราะในโลกนี้พันธุ์ข้าวโพดหวานพิเศษ (super sweet corn) มีแค่เพียง 2 สี ขาวกับเหลืองเท่านั้นเอง


“สารสีแดงที่อยู่ในข้าวโพดข้าวเหนียว จัดเป็นกลุ่มแอนโทไซยานิน (anthocyanin) เป็นรงควัตถุ เป็นสารที่ดูดแสง (visible light) ชนิดเดียวกันกับที่พบในองุ่น ดอกอัญชัน และพืชที่มีสีม่วงกับสีแดงชนิดอื่น และมีผลงานวิจัยออกมามากมายระบุว่า สารแอนโทไซยานิน (anthocyanin)


 จะมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) สูง ซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพผู้บริโภค” ดร.ทวีศักดิ์ พูดถึงข้อดีของสารสีแดงที่พบในข้าวโพดจากนั้นทีมงานวิจัยจึงได้เริ่มจากการแยกยีนสร้างสารสีแดงออกมาจากข้าวโพดข้าวเหนียว และนำไปผสมกับข้าวโพดหวานพิเศษด้วยวิธีการปรับปรุงพันธุ์โดยธรรมชาติ
(conventional breeding) ไม่มีการตัดต่อยีนใดๆทั้งสิ้นแล้วจึงคัดเลือกสายพันธุ์พ่อแม่นำไปสร้างลูกผสมใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลา 3 ปีกว่า เพื่อคัดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์ให้กลายเป็นพ่อแม่พันธุ์ที่มีความหวานกรอบ กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ และยังมีสีแดงเข้มสวยงามเหมือนสีทับทิม

และทำการคัดเลือกพันธุ์มาเรื่อย จนกระทั่งปี 2558 ถึงได้พันธุ์ที่นิ่งแล้ว เป็นข้าวโพดหวานสีแดงสายพันธุ์แรกของโลก เพราะได้ทำหนังสือไปสอบถามผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยมิสซูรี ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ทั่วโลก ปรากฏว่า ยังไม่เคยพบข้าวโพดหวานสีแดงแบบนี้มาก่อน ดร.ทวีศักดิ์ จึงได้ตั้งชื่อข้าวโพดหวานพันธุ์นี้ว่า Siam Ruby Queen หรือราชินีทับทิมสยาม




ที่มาของข้อมูล : https://www.thairath.co.th/content/591668
ที่มาของภาพ : http://www.ppseeds.com/product/514

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ฟักทองรับประทานสด สายพันธุ์ใหม่ ตีตลาดเพื่อคนรักสุขภาพ


ทองพันธุ์ใหม่ KPS-Sri-10R  สามารถรับประทานสด มีสารเบต้าแคโรทีนสูงกว่าฟักทองพันธุ์อื่นๆ มีรสชาติหวาน กรอบ กลิ่นหอม เมื่อรับประทานแล้วท้องไม่อืดเพราะมีปริมาณแป้งน้อยและมีเส้นใยช่วยในการขับถ่าย ปลูกได้ดีในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ติดต่อสอบถามได้ที่ ดร.อัญมณี อาวุชานนท์ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร.0-3428-1084-5

ผลิตโดย
วนิดา รัตตมณี  กิจสุกาญจน์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก.



ประโยชน์ของฟักทอง


1.เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
ในฟักทองไม่ได้มีเพียงแค่วิตามินเอแต่เพียงเท่านั้น หากยังมีวิตามินซีอยู่มากและวิตามินซีก็จะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ร่างกาย โดยเฉพาะการป้องกันหวัด ใครไม่อยากเป็นหวัดง่ายๆ แนะนำให้หมั่นกินฟักทองเป็นประจำค่ะ

2.ช่วยบำรุงสายตา
เพราะฟักทองนั้นมีวิตามินเอสูงมาก โดยฟักทองบด 1 ถ้วยจะให้วิตามินเอสูงมากถึง 200% จากปริมาณที่แนะนำใน 1 วัน และเราก็ทราบกันดีแล้วใช่มั้ยล่ะว่าวิตามินเอจะช่วยบำรุงสายตา ทำให้การมองเห็นแม้แต่ในที่มืดชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ มันยังช่วยลดความเสื่อมสภาพของเซลล์ในลูกตาได้อีกด้วย

3.ลดน้ำหนักได้ผล
อาหารลดน้ำหนักนั้นมีมากมายและฟักทองก็คือ หนึ่งในอาหารที่สาวๆ สามารถกินยามลดน้ำหนักได้ผล เพราะฟักทองมีไฟเบอร์สูงมากถึง 3 กรัมต่อ 1 ถ้วย และยังให้แคลอรี่แค่ 49 แคลอรี่เท่านั้น กินแล้วจึงรู้สึกอิ่มท้องนานและช่วยลดอาการหิวโหยระหว่างมื้อได้ดีทีเดียว

4.ดูแลสุขภาพหัวใจ
งานวิจัยได้ชี้แจงอย่างแน่ชัดแล้วว่า สารจากธรรมชาติที่ชื่อว่า ‘ไฟโตสเตอรอล’ (Phytosterols) ที่พบจากเมล็ดธัญพืชและถั่วเปลือกแข็งจะมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) ได้ ดังนั้น มันจึงช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ ซึ่งแน่นอนว่าเมล็ดฟักทองก็คือ หนึ่งในเมล็ดธัญพืชที่คนรักสุขภาพไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง


5.ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง
ในฟักทองยังพบว่ามีสารเบต้าแคโรทีนสูงซึ่งนอกจากจะช่วยด้านการบำรุงสายตาแล้ว มันยังสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ดีอีกด้วย โดยมีผลการวิจัยบอกไว้ว่า สารดังกล่าวจะสามารถต่อต้านอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุในการเกิดโรคมะเร็ง และกรดโปรไพโอนิคจากฟักทองก็ยังช่วยให้เซลล์มะเร็งอ่อนแอลง ทั้งนี้ ในผู้ชายการกินฟักทองเป็นประจำจะช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก ต่อมลูกหมากโตและช่วยป้องกันการเป็นหมันได้

6.บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง
อนุมูลอิสระเป็นตัวการทำลายเซลล์ให้เสื่อมสภาพและกลายมาเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด เช่นเดียวกันกับเซลล์ผิว หากมันถูกทำลายไปแล้ว สภาพผิวพรรณก็ย่อมหม่นหมอง ไม่เปล่งปลั่งสดใสและยังเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย แต่หากสาวๆ หมั่นกินฟักทองซึ่งมีสารแคโรทีนอยด์ก็จะช่วยลดความเสื่อมสภาพของเซลล์ลงได้ ดังนั้น มันจึงช่วยบำรุงผิวพรรณ ทำให้ผิวเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล

7.ป้องกันเบาหวานและควบคุมความดันโลหิต
การกินฟักทองหลายคนมักนิยมกินแต่เนื้อเท่านั้นและเปลือกของมันก็มักจะถูกมองข้ามไปเสียสนิท ซึ่งคุณอาจจะไม่ทันรู้ว่าเปลือกของฟักทองนี่แหละมีฤทธิ์ทางยามากมายซ่อนอยู่ โดยเฉพาะฤทธิ์ในการช่วยกระตุ้นการหลั่งของอินซูลินภายในร่างกาย โดยจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การกินฟักทองทั้งเปลือกร่วมด้วยเป็นประจำจึงสามารถป้องกันเบาหวานและควบคุมความดันโลหิตได้ค่ะ

8.บำบัดความเครียด
เนื่องจากในเมล็ดฟักทองมีกรดอะมิโนที่ชื่อ "ทริปโตฟาน"  ซึ่งเป็นกรดที่พบในกล้วยและนมด้วยเช่นกัน โดยกรดดังกล่าวจะช่วยให้เรานอนหลับสบาย อีกทั้งทริปโตฟานยังเข้าไปสร้างสารเซโรโทนีนซึ่งเป็นสารที่ช่วยควบคุมอารมณ์ของเราให้นิ่งสงบ ดังนั้น หากคุณเครียดๆ อยู่ล่ะก็ แนะนำให้กินเมล็ดฟักทองเล่นสัก 1 กำมือ รับรองมันจะช่วยผ่อนคลายความเครียดและทำให้อารมณ์ดีขึ้นไม่มากก็น้อยแน่นอน

9.ป้องกันการเกิดนิ่ว
เมล็ดฟักทองเม็ดเล็กๆ ที่หลายคนอาจเคยมองข้าม ไม่เพียงจะมีแป้ง โปรตีน วิตามินและฟอสฟอรัสแต่เพียงเท่านั้นนะคะ แต่ยังมีสารที่ชื่อว่า "คิวเคอร์บิติน" ซึ่งสารนี้เป็นสารที่มีฤทธิ์ช่วยฆ่าพยาธิตัวตืดได้ และยังทำหน้าที่ช่วยขับปัสสาวะ จึงสามารถป้องกันการเกิดโรคนิ่วและโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้นั่นเอง


10.ฟื้นพลังหลังออกกำลังกาย
ใครที่ชอบออกกำลังกายอย่างหนัก ร่างกายก็มักอ่อนเพลียเป็นธรรมดาและแน่นอนค่ะว่าเรามักจะต้องกินอาหารเสริมพลังเข้าไป หลายคนนิยมหันมากินกล้วยเติมพลัง ทว่าหากใครที่ไม่ชอบกล้วย คุณสามารถกินฟักทองนึ่งแทนได้นะคะ เพราะฟักทองนั้นมีโพแทสเซียมสูงถึง 564 มิลลิกรัม ซึ่งมากกว่ากล้วยที่มีแค่ 422 มิลลิกรัมเท่านั้น สารโพแทสเซียมจะเข้าบำรุงและฟื้นฟูสภาพร่างกายหลังจากออกกำลังกายมาอย่างหนักได้ดี อีกทั้งยังดูแลการทำงานของกล้ามเนื้อให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดังเดิมได้ด้วย

ที่มา : healthtipsing.com
          http://www2.rdi.ku.ac.th/newweb/?p=18691
          http://www.kaewsaiidea.com

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

อาชีพเลี้ยงต่อและหาต่อขาย


ชาวบ้าน จ.นครพนม ยึดอาชีพสุดเสี่ยง เลี้ยงต่อหัวเสือไว้จำหน่าย โดยทำมานานกว่า 30 ปี สร้างรายได้ดี รังละ 500-1,000 บาท

เมื่อวันที่ 27 ก.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.นครพนมว่า ในช่วงฤดูฝนเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมของทุกปี ถือเป็นฤกษ์ดีของชาวบ้านหนองบัว ต.ปลาปาก อ.ปลาปาก จ.นครพนม หมู่บ้านแห่งเดียวที่ยึดอาชีพสุดเสี่ยง เลี้ยงต่อหัวเสือขาย ทำกันมานานกว่า 30 ปี

โดยช่วงต้นฤดูฝนชาวบ้านจะเริ่มออกล่าหารังต่อตามป่าที่มีอยู่ในธรรมชาติ ด้วยการนำเหยื่อประเภทเนื้อไปล่อแม่ต่อที่มาหาอาหาร ก่อนนำทางไปหารัง แล้วใช้วิธีแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน นำรังต่อกับมาเลี้ยงไว้ตามรั้วบ้าน รวมถึงไร่นาของตัวเอง ซึ่งต้องใช้เวลาปล่อยทิ้งไว้ให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติไม่ต้องให้อาหาร ประมาณ 4 เดือน กระทั่งรังต่อโตพอที่จะนำออกไปขาย ชาวบ้านจะใช้วิธีลมควันเอารังต่อแล้วเก็บลูกต่อขาย ซึ่งจะมีลูกค้าที่ชอบรับประทานรวมถึงพ่อค้า แม่ค้า ตามตลาดทั่วไปต่างมาติดต่อขอซื้อในราคารังละประมาณ 500 - 1,000 บาท เพราะลูกต่อ ถือเป็นอาหารที่หากินยาก อีกทั้งคนอีสานนิยมรับประทานเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ชาวบ้านระบุว่า ในปี 2559 นี้ ต่อหัวเสือเริ่มหายาก เนื่องจากผลกระทบภัยแล้ง ทำให้ต่อหัวเสือทำรังน้อยลง




ทางด้าน นายสง่า  แสงแก้ว นายก อบต.ปลาปาก จ.นครพนม เผยว่า สำหรับลูกต่อถือเป็นอาหารที่ชาวอีสานชอบรับประทาน และหายาก 1 ปี มีครั้งเดียว ส่วนใหญ่จะตรงกับช่วงออกพรรษาพอดี ทำให้มีราคาแพง ซื้อขายกันถึงรังละ 500 -1,000 บาท พอตกหน้าฝนมาชาวบ้านจะออกไปล่ารังต่อ เพื่อนำมาเลี้ยงเก็บไว้ขายช่วงออกพรรษา ถึงแม้จะเป็นอาชีพเสี่ยง แต่ก็สามารถสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง แต่ในปีนี้ค่อนข้างหายาก คาดว่ามาจากผลกระทบภัยแล้ง เนื่องจากต่อหัวเสือจะชอบอาศัยอยู่ในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ตามธรรมชาติจึงมีผลต่อปริมาณต่อทำรัง

ที่มา : http://workpointtv.com/news/8837

วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เลี้ยงไก่ไข่ เดือนกว่า 1.6 แสนบาท



ท่ามกลางที่มีคนบางกลุ่มกำลังมีการต่อต้านการทำเกษตรในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา หรือคอนแทร็คฟาร์มมิ่ง แต่ "สมบุญ คำสอน" เจ้าของฟาร์มไก่ไข่ "ปานตะวันฟาร์ม" ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ 9 ต.บ้านโคก อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ มั่นใจว่า จากที่ได้คลุกคลีกับเกษตรกรเมื่อครั้งที่เป็นพนักงานสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง มั่นใจเป็นระบบที่ดี ที่ลดความเสี่ยงในด้านราคา จึงตัดสินใจลาออกจากงาน ลงทุนเลี้ยงไก่ไข่ ทำให้มีรายเดือนกว่า 1.6 แสนบาท


สมบุญ บอกว่า ชีวิตการทำงานเริ่มต้นที่เป็นพนักงานฝ่ายสินเชื่อให้แก่เกษตรกรของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ทำให้รู้จักโครงการเลี้ยงไก่ไข่ ในรูปแบบของประกันราคาของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เห็นแล้วเกษตรกรมีรายได้ดี ทำให้ศึกษารายละเอียด และพบว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจ จึงตัดสินใจกู้เงินจากธนาคารจำนวนหนึ่ง หันมาเลี้ยงไก่ไข่เมื่อปี 2545 จำนวน 1 โรงเรือนเลี้ยงไก่ได้ 10,080 ตัว ระหว่างนั้นมีหลายคนมาสอบถามว่าทำไมถึงเลือกทำในรูปแบบประกันราคา ที่มีความเสี่ยงมากกว่าการทำแบบประกันรายได้


"ที่บ้านเคยมีประสบการณ์จากการที่เคยเลี้ยงหมูหลังบ้านมาก่อน เมื่อ 10 ปีก่อน ตอนนั้นเราต้องหาเองทุกอย่างรวมทั้งตลาดด้วย เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว การเลี้ยงไก่ไข่ในระบบประกันราคา มองเห็นชัดว่ามีความเสี่ยงน้อยมาก รายได้แน่นอน เราไม่ต้องกังวลเรื่องตลาด ทางบริษัทเข้ามารับความเสี่ยงนี้แทนเราทั้งหมด จึงมองว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผม" สมบุญ กล่าวอย่างมั่นใจ

เจ้าของฟาร์มปานตะวันฟาร์ม บอกด้วยว่า จากการที่ได้คลุกคลีกับเกษตรกรทราบว่า ในการเลี้ยงไก่ไข่โดยปกติในแต่ละปีจะมีช่วงที่ไข่ไก่ราคาดีอยู่เพียง 3 เดือนเท่านั้น คือหน้าร้อนผลผลิตไข่ไก่มีน้อย เพราะแม่ไก่เครียด แต่มีช่วงที่ราคาไข่ไก่ตกต่ำนานถึง 9 เดือน จึงเลือกเลี้ยงแบบประกันราคา เพราะซีพีเอฟให้ราคาที่สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป การประกันราคาจึงเป็นหลักประกันที่ทำให้มีรายได้ที่แน่นอนตลอดการเลี้ยงไก่ไข่ โดยไม่ต้องกังวลกับราคาในท้องตลาดว่าจะขึ้นหรือลง ขอเพียงให้เราเลี้ยงตามที่ตกลงกันไว้เท่านั้น
2 ปีผ่านไปในปี 2557 สมบุญ ตัดสินใจสร้างโรงเรือนไก่ไข่เพิ่มอีก 1 หลัง บรรจุแม่ไก่ไข่ได้ 10,200 ตัว เมื่อคำนวณรายได้แล้ว หลังจากที่หักค่าใช้จ่ายต่างๆ พบว่า รายได้จากผลผลิตไข่ไก่ทั้ง 2 โรงเรือนนี้ สร้างรายได้ประมาณเดือนละ 1 แสนบาท ขณะที่มูลไก่ไข่ที่นำมาตากทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ยังสร้างรายได้เสริมให้อีกเดือนละกว่า 6 หมื่นบาท เวลาผ่านไป 4 ปี สมบุญสามารถปลดภาระเงินกู้ธนาคารได้ทั้งหมด
"การเลี้ยงไก่ไข่ สิ่งสำคัญอยู่ที่การใส่ใจดูแลแม่ไก่ไข่ที่เราเลี้ยง ให้สามารถให้ไข่ได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะหากได้ผลผลิตไข่มาก รายได้ก็จะสูงตามไปด้วย ซึ่งผลผลิตไข่ไก่ของผม อยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่ามาตรฐานที่บริษัทกำหนดด้วย มาถึงวันนี้ บอกได้เลยว่าผมตัดสินใจถูก ทำให้รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการนำผลผลิตไข่ไก่คุณภาพดีให้แก่ผู้บริโภค" สมบุญ กล่าว
นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ทำให้วันนี้ของ "สมบุญ คำสอน" มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น


ที่มา: http://www.komchadluek.net
ภาพจาก

ปลาหลดเงินล้าน



ปลาหลด เป็นปลาน้ำจืดพื้นบ้านของไทยที่อาศัยอยู่ในห้วย หนอง คลอง บึง ตาม แหล่งน้ำธรรมชาติ และอยู่ตามพื้นน้ำ ฝังตัวอยู่ในทรายตอนกลางวัน หากินอาหาร ในเวลากลางคืน ชอบกินตัวอ่อนของแมลง หนอน ไส้เดือน สัตว์เล็กๆ และเศษเนื้อ เน่าเปื่อยเป็นอาหาร ปลาชนิดนี้เดิมที่ชุกชุมมากช่วงฤดูฝน ยกยอครั้งใดมัก จะติดขึ้นมาด้วยเสมอ

ปัจจุบันนี้หารับประทานกันได้ยากยิ่งขึ้น เนื่องมาจาก แหล่งน้ำมีสารพิษและการเน่าเสีย สภาพแวดล้อมไม่สมดุลทำให้การวางไข่ลด ลง จำนวนปลาจึงน้อยลงและมีให้เห็นแต่เพียงตัวเล็กๆ ถ้าปลาหลดตัวใหญ่นั้น เป็นปลาที่มาจากประเทศกัมพูชา ไม่แปลกราคาปลาหลดที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด ค่อนข้างสูง อยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 120-200 บาท


 ลักษณะของปลาหลด 
ลักษณะที่โดดเด่นของปลาหลดคือ เป็นปลาที่อดทนสูง อาศัยอยู่ในโคลนตมได้ นาน รูปร่างคล้ายปลาไหล ปลายปากยื่นยาวสามารถยืดหดได้ ลำตัวยาวเรียว ประมาณ 15-30 เซนติเมตร ตัวปลากลมมน หัวเล็ก จะงอยปากเรียวแหลม ปากและตา เล็ก ครีบหลังและครีบก้นยาว ครีบหางเล็ก ไม่มีครีบท้อง หลังสี

น้ำตาลท้องมี สีอ่อนปนเหลือง มีจุดสีดำที่ครีบหลัง 3-5 จุด เกล็ดเล็กมาก จนมองดูเหมือน ไม่มี อยู่ในวงศ์เดียวกับปลากระทิง แต่ขนาดเล็กกว่า

สำหรับในการเลี้ยงปลาหลดเพื่อการค้าอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากการหาพ่อแม่พันธุ์ ปลาหลดยังต้องหาตามแหล่งน้ำจากธรรมชาติ ทำให้ปลามีความบอบซ้ำและปริมาณก็ ไม่มากพอ แหล่งที่มีการรวบรวมพันธุ์ที่สำคัญคือ ตลาดโรงเกลือ อำเภอ อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

คณะวิชาประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ได้ เห็นความสำคัญ จึงได้ศึกษาวิจัยและทดลองการเพาะเลี้ยงปลาหลดอย่างเอาจริง เอาจัง เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงปลาชนิดนี้ในเชิงธุรกิจ ซึ่งจะ สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี

ผ.ศ.หทัยรัตน์ เสาวกุล หัวหน้าคณะวิชาประมง หนึ่งในคณะผู้ วิจัย กล่าวว่า คณะผู้วิจัยการเพาะเลี้ยงปลาหลดได้ศึกษาวิธีการเพาะเลี้ยง หรือขยายพันธุ์ปลาหลด เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรกรให้มีรายได้จากการ เลี้ยงปลาเพิ่มขึ้น




 ที่อาศัยของปลาหลด 
ปลาหลด ( Macronathus siamensis ) เป็นปลาน้ำจืดพื้นบ้านของไทยที่อาศัยอยู่ใน ห้วย หนอง คลอง บึง ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ แพร่กระจายทั่วประเทศ เป็นปลาที่มีความอดทนสูง อาศัยในโคลนตมได้นาน ชอบอาศัยตามพื้นท้องน้ำ และฝังตัวอยู่ในทรายตอนกลางวัน มีนิสัยชอบหากินในเวลากลางคืนเป็นปลากินเนื้อ กินอาหารจำพวกตัวอ่อนแมลง หนอน ไส้เดือน สัตว์เล็กๆ และเศษเนื้อเน่าเปื่อย ปลาหลดมีรูปร่างคล้ายปลาไหล ปลายปากยื่นยาวและสามารถยืดหดได้ มีสีเทาและสีดำ ปากเล็ก ฟันเล็กและคม มีช่องเหงือกเปิดอยู่ใต้หัวปลาหลดเป็นที่นิยมรับประทานในรูปของปลาสด ตากแห้ง หรือทำเค็มโดยปกติจะมีการซื้อขายในตลาดเป็นจำนวนมากอยู่

 การเพาะพันธุ์ปลาหลด  
เราจะคัดปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์คือเพศเมียลำตัวอ้วนป้อมจากนั้นก็ฉีดฮอร์โมนเพศเมียทำการฉีด 2 ครั้ง ซึ่งครั้งที่ 2 พัก ห่างจากครั้งที่ 1 ประมาณ 6 ชั่วโมง เพศผู้ ทำการฉีดเพียงครั้งเดียว โดย ฉีดพร้อมเพศเมีย เข็มที่ 2 แล้วก็นำพ่อแม่พันธุ์ที่ฉีดฮอร์โมนเรียบ ร้อย ปล่อยลงในถังเดียวกันเพื่อให้ผสมกันเองตามธรรมชาติ


 พ่อ-แม่พันธุ์ปลาหลด 
ปลาหลดเพศ 1 ตัว จะให้ไข่ได้ถึง 3,000 - 5,000 ฟอง ซึ่งจมติดวัตถุใน น้ำและฟักตัวในอุณหภูมิ 25-28 องศาเซลเซียส ใช้ระยะเวลา ประมาณ 48-60 ชั่วโมง หลังจากไข่ถูกฟักออกมาเป็นตัวแล้ว อาหารที่ให้ในระยะ การอนุบาลควรเป็นไรแดง เพราะมีการเจริญเติบโตและมีอัตราการรอดดีที่ สุด แล้วค่อยให้หนอนแดงหรือไส้เดือนเป็นอาหาร

ผ.ศ.หทัยรัตน์ กล่าวว่า ปลาหลดสามารถเลี้ยงได้ทั้งบ่อดินและบ่อ ซีเมนต์ ลักษณะของบ่อซีเมนต์ควรมีขนาด 4x4 เมตร หรือ 2x4 เมตร ความสูง ประมาณ 70 เซนติเมตร หรือเพียง 50 เซนติเมตร เพาะปลาหลดจะไม่กระโดด แต่ ถ้าสูงก็สามารถป้องกันงูและศัตรูอื่นๆ ได้ดี

ผิวบ่อฉาบเรียบ อาจทำให้ลาดเอียงประมาณครึ่งบ่อเพื่อใส่ทรายปนดินเหนียว ไว้ที่ก้นบ่อ ข้อดีของบ่อซีเมนต์คือสามารถควบคุมไม่ให้ปลาหนีได้ ซึ่งบ่อ ดินจะทำให้ปลาหลดหลบซ่อนตัวอยู่ในโคลน การจับขายค่อนข้างลำบาก ลูกปลา อายุ 2 สัปดาห์ ขึ้นไป หรือความยาว ประมาณ 3-4 นิ้ว จำนวน 2,000 - 2,500 ตัว สามารถปล่อยลงบ่อเพาะเลี้ยง ได้ แต่ถ้าจะให้ดีต้องอายุ 1 เดือน

“ในการเลี้ยงปลานั้น เราต้องมีการจัดการน้ำที่ดี ตรวจสอบคุณภาพ ของอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเป็นปลากินเนื้อ น้ำจะเสียได้ง่าย ใช้วิธีเพิ่ม น้ำเข้าไปแล้วไหลออกอีกทางหนึ่ง ปลาจะมีความรู้สึกว่าน้ำไหลเวียน พื้นบ่อ ควรจะหากระบอกไม้ไผ่หรือท่อน้ำเก่าๆ ให้ปลาหลดชอบหลบอาศัยอยู่ในโพรงหรือ กระบอก ใส่ผักบุ้งไว้ส่วนหนึ่งไม่ต้องมากนัก ระดับความสูงของน้ำให้ท่วม บริเวณพื้นดินประมาณ 40 เซนติเมตร”

 ปลาหลดจะโตเร็ว ใช้เวลา เพียง 6-7 เดือน ก็สามารถจำหน่ายได้แล้ว ซึ่งมีขนาดประมาณ 30-40 ตัว ต่อ กิโลกรัม หากเลี้ยงจนได้อายุ 1 ปี ก็สามารถใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้

สำหรับอาหารที่ใช้ในเลี้ยงปลาหลดนั้น เหมือนกันกับเหยื่อของปลาไหล โดยมี หลักๆ ดังนี้ หอยเชอร์รี่ นำมาทุบแยกเปลือกและเนื้อออกจากกัน แล้วสับเนื้อ หอยให้ละเอียด นำไปวางไว้บริเวณชายพื้นรอยต่อระหว่างทรายกับผิวปูน ซีเมนต์ กองไว้ เมื่อเหยื่อเริ่มเน่าปลาหลดจะเข้ามากินหรืออาจกินตั้งแต่สดๆ


"เราจะต้องคอยดูว่า ปลาหลดจะกินหมดในเวลา 2-3 วัน หรือไม่ ถ้าหมดควร เพิ่มให้อีก แต่ถ้าเหลือควรลดลง เวลาการให้อาหารควรระวัง คือต้องอย่าให้ เกิดการกระเทือน เพราะจะทำให้ปลาตกใจหนี"

"ในการประกอบอาชีพเลี้ยงปลาชนิดทั่วๆ ไปนั้น ต้องมีต้นทุนในการซื้อ อาหารเม็ดสำเร็จรูป ในขณะที่อาหารปลาหลดเราหาได้เองตามธรรมชาติ เช่น หอยเชอ รี่ ซึ่งเป็นศัตรูทำลายต้นข้าวมีจำนวนมาก หากนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ยัง ช่วยทำลายหอยเชอรี่โดยไม่ต้องใช้สารเคมีในการกำจัด อีกอย่างไส้เดือนก็หาได้ ทั่วไปได้เช่นกัน เมื่อเปรียบเทียบแล้วปลาชนิดอื่นขายขายได้ในราคาที่ ถูกกว่า ปลาหลดขายได้แพงกว่า แต่ต้นทุนต่ำกว่า เกษตรกรสามารถประกอบเป็น อาชีพเสริมได้อย่างดี " ผศ.หทัยรัตน์ กล่าว

เลี้ยงไส้เดือนเป็นอาหารปลาหลด
อย่างที่บอกครับว่า ปลาชนิดนี้กินอาหารได้หลายชนิดทำให้ผศ.หทัยรัตน์ เกิดความคิดที่จะเพาะไส้เดือนมาให้ปลากิน จึงได้ไปอบรมการเพาะเลี้ยง ไส้เดือนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

"ไส้เดือน น่าจะเป็นอาหารที่ดีสำหรับการนำมาเลี้ยงปลาหลด เพราะตาม ธรรมชาติแล้วช่วงฤดูฝนเวลาเราจับปลาหลดได้ พอผ่าท้องออกมาก็จะพบไส้เดือน จำนวนมาก แสดงว่าไส้เดือนเป็นอาหารที่ปลาหลดชอบกิน"

ผศ.หทัยรัตน์ กล่าวว่า ไส้เดือนนั้นเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง ถึง 60% ของน้ำหนักตัว จะทำให้ปลาโตเร็ว สุขภาพแข็งแรง เกล็ดเป็นเงา งาม สามารถผลิตปลาหลดได้ทันต่อความต้องการในปัจจุบัน ซึ่งการเลี้ยง ไส้เดือนเพื่อเป็นอาหารของปลาหลดนั้น ข้อดีคือ ต้นทุนในการเลี้ยงน้อย มาก เพราะการเลี้ยงไส้เดือนใช้เพียง มูลช้าง วัว ควาย ขุย มะพร้าว กระดาษ เศษอาหาร ผลไม้เน่าเสีย เลี้ยงใน ภาชนะ เช่น ถัง กะละมัง ซึ่งอยู่ในที่ร่มและมีความชื้น ก็ทำให้ไส้เดือน สามารถเจริญเติบโตและขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว

ข้อดีของการเลี้ยงปลาหลดด้วยไส้เดือน


1.ไส้เดือนสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ปริมาณที่เพียงพอลงทุนต่ำ
2.ไส้เดือนเมื่องลงบ่อจะอยู่ได้ถึง1 วัน ไม่ตาย ปลาหลดจะจับกินได้อย่างต่อเนื่อง
3. ปลาหลด ชอบกินเหยื่อไส้เดือน

แต่อย่างไรก็ตามอาหารปลาหลดยังมีอีกหลายๆอย่างดังนี้
1. หอยเชอรี่ นำมาทุบแยกเปลือกเนื้อหอยแล้วสับให้ละเอียด นำมาวางไว้บริเวณชายพื้นรอยต่อทรายกับผิวปูนซีเมนต์ กองไว้ให้อาหาร 2 – 3 ครั้ง เมื่อเหยื่อเริ่มเน่าปลาหลดจะเข้ามากิน และอาจกินตั้งแต่สดๆ ได้ พิจารณาว่าปลาหลดกินเหยื่อหมดใน 2 – 3 วันหรือไม่ ถ้าหมดควรเพิ่มให้ ถ้าเหลือควรลดลง พยายามอย่ากระทบกระเทือนปลาจะตกใจหนี

2. ไส้เดือน จะเป็นอาหารที่ปลาหลดโปรดปรานมากที่สุด เมื่อนำไส้เดือนให้ จะให้ช่วงเย็น – ค่ำ พอไส้เดือนเคลื่อนตัวตามผิวทราย ปลาหลด 1 ตัวจะกินไส้เดือน 1 – 2 ตัว ก็จะอิ่ม และมีลักษณะความสมบรูณ์ของตัวปลามาก เช่น ปลาจะอ้วน เกล็ดเป็นเงางาม

3. ระยะเวลาของการเลี้ยง ปลาหลดเป็นปลาที่จัดว่าโตเร็ว การเลี้ยงจะใช้เวลา 6-7 เดือน ก็จะได้ขนาดที่จำหน่ายประมาณ 30 – 40 ตัวต่อกิโลกรัม และอายุ 1 ปีขึ้นไปก็จะให้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้


ปัจจุบันปลาหลดที่มีจำหน่ายตามตลาดเป็นปลาหลดที่จับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติทำให้ปลาหลดเริ่มหายากมากขึ้นและมีราคาค่อนข้างสูงขึ้นกิโลกรัมละ70–80 บาท (ตามท้องตลาดขายขีดละ 12 – 17 บาท) ในช่วงฤดูฝนจะหาซื้อได้ง่าย เมื่อพ้นระยะนี้ไปแล้วปลาหลดจะลดจำนวนลงเป็นอย่างมาก จะหาซื้อลำบาก ราคาค่อนข้างสูงโดยมีราคาประมาณ 120 – 200 บาท ด้วยเหตุดังกล่าว คณะผู้วิจัยจึงได้มีการศึกษาชีววิทยาของปลาหลดเป็นเบื้องต้น ศึกษาวิธีการสำหรับนำมาเพาะเลี้ยง หรือขยายพันธุ์ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มพูนอาหารประเภทโปรตีน และยังเป็นรายได้แก่ผู้ประกอบการเลี้ยงปลาหรือจับปลาขายเป็นอาชีพอีกด้วย

โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถทำการเพาะเลี้ยงปลาหลดได้อย่างมีประสิทธิภาพภายในชุมชนของเกษตรกรเองไม่ต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่นช่วยให้สามารถมีรายได้และช่วยพัฒนาชุมชนที่อาศัยอยู่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อชุมชนหรือชุมชนใกล้เคียงและทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งส่งผลให้ประเทศชาติมีการพัฒนาที่ดี

ข้อมูลจาก: http://www.oknation.net/blog/surapinyo
ภาพประกอบ:www.rakbankerd.com  
Aquatoyou.com
nanasarakaset.blogspot.com
alangcity.blogspot.com